|
2005-03-01 - 4:18 p.m.
Poverty Mar 105 How to put away the poverty in society? Well well well its difficult to decrease the gap between rich and poor in Thailand. I think its better to give the citizen a very good social well fair so they can live their life hapily ever after no matter they are poor or poorer,they still a chance to live equally.Dont you think so? ความยากจน การขจัดปัญหาความยากจนนี่ลำบากเนาะ เราเดินไปเดินมาเห็นพี่รถเข็นขายของวันนี้ได้ไม่กี่ร้อย กะรถราคาหลายล้านที่จอดคู่กันบนถนน ความแตกต่างมากมายมีให้เราเห็นทุกซอกหลืบของสังคม... ในต่างประเทศแม้แต่พนักงานที่ทำงานในโรงครัวของโรงเรียน ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายเสียยิ่งกว่าพนักงานในบ้านเราอีก ความแตกต่างตรงนี้อยู่ที่ตรงไหนหนอ อเมริกาให้ประชาชนเรียนฟรี จนถึงระดับมัธยมปลาย แต่หลังจากนั้นถ้าเธออยากจะเข้ามหาลัยเธอต้องจ่ายเงินเรียนเอง ด้วยวิธีนี้อเมริกาก็ประสบกับปัญหา ประชาชนหลายรายที่มีความรู้น้อย หรือแม้แต่สะกดคำผิดๆถูกๆก็ยังมี เพราะหลังจากหนุ่มสาวอเมริกันดรีมเรียนจบม.ปลายแล้วหลายรายก็ทำงานเลยโดยที่ไม่เอาดีกรี อเมริกาจึงชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการแสวงหาและโอกาสไง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน ถ้าคุณมีฝีมือ คุณก็เกิดได้ (ดูอย่างหนังของนักแสดงอย่าง คลิ้นท์ อีสวูตต์นั่นปะไร ยังได้รางวัลทรงเกียรติอย่าง Academy Award มาครอบครอง ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้เรียนจบเป็นคนมีดีกรีเสียเมื่อไหร่) และยังมีอีกหลายประเทศที่ถ้ามีลูกรัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือสงเคราะห์บุตรครึ่งหนึ่งและเพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของประชากร ในประเทศเดียวกันนี้ก็มีกฎหมายแค่เพียงช่วยเหลือบุตรคนเดียว เพื่อเป็นการบังคับ คุมกำเนิดประชากรไปในทางอ้อม คุณก็รู้นี่ว่าค่าครองชีพในต่างประเทศนั้นมันโหดเหลือแสน ต่างชาติเขาจึงนิยมมาเที่ยวประเทศแถบๆบ้านเรา เพราะถูก ได้ของดี อร่อยอีกต่างหาก กลับมาที่ปัญหาความยากจนก่อน ปัญหาความยากจนมาจากปัจจัยหลายๆอย่าง เช่นปัญหาการศึกษา การไม่สร้างงาน และปัญหาสังคม ในความคิดของเรา การศึกษาภาคบังคับตอนนี้ทำให้มีคนมากมายได้เรียนหนังสือ ได้อ่านหนังสือออก ปัญหานี้จึงตัดไปได้เลยจากสังคมของเรา คนไทยอ่านภาษาอังกฤษได้ ฟังภาษาอังกฤษเก่งกันทุกคน อย่าว่าแต่ภาษาที่สองเลย ต่อให้เป็นภาษาที่สาม ตามโรงแรม โรงพยาบาล ห้าดาว ก็มีคนไทยที่สามารถพูดได้หลายภาษาประจำกันอยู่บ้างแล้ว ปัญหานี้จึงตัดไปได้ แต่ที่มีคนรู้หนังสือมากกลับมีปัญหาความยากจนก็เพราะปัญหาการไม่สร้างงานนั่นเอง ตอนนี้เด็กจบปริญญามากมายออกมาเดินเตะฝุ่นกัน บ้างก็ไม่อยากทำงานก็ไปเรียนต่อปริญญาโท สมัยก่อนเปอร์เซ็นต์คนที่เรียนต่อโทกันยังน้อยอยู่ โทยิ่งยาก เอกยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เด็กเรียนจบมาสมัยก่อนก็สามารถผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เป็นกำลังสำคัญให้ครอบครัวกันได้แล้ว แต่สมัยนี้ล่ะ กะอีแค่เงินเดือนมันยังไม่พอใช้เล้ย บางคนยังต้องมาแบมือขอตังพ่อแม่อยู่เลย ก็เพราะปัญหาไม่มีงานทำนี่เอง หรือมีแต่เงินเดือนน้อยไม่พอกับค่ากินอยู่ที่แสนแพงในปัจจุบันก็ไม่รู้ .....หรืองานมีแต่ไม่สร้างงานต่อนั่นเอง ในรัฐบาลเองควรมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วยการมีระบบค้นคว้า (R&D Research and Development) ให้มีระบบสืบค้นไปได้เช่น ปีนี้มีเด็กจบสายงานนี้เท่าใด ถ้ามองเป็นชาร์จเราก็จะรู้ว่าสายอาชีพใดมีน้อย และสายอาชีพใดควรเพิ่มบุคคลากร ไม่ยากแต่ต้องละเอียดและใส่ใจ คนไทยขาดเรื่องนี้... และส่วนมาก R&D จะเป็นหน่วยงานที่เมืองไทยสนใจน้อย คนไทยจะสนใจนักปกครอง หมอ ทนาย บัญชี ช่างทำผม ตัดผ้า กีฬา มากมาย แต่นักพัฒนาในเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ก็เป็นได้ ตัวเราเองยังไม่อยากเป็นเลย....เพราะงั้น คนเป็นหมอก็ต้องเป็นนักพัฒนาควบคู่ไปด้วยมันถึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน รัฐบาลนี้พยายามสร้างงานมากมาย ถ้าไม่มีเงินก็ปล่อยกู้ มีทุนเอื้ออาทร มีให้ทำ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ปัญหาที่ 3 จึงตามมาคือ ของพวกนี้กลับกลายมาเป็นภาระของสังคมไปเสียชิบ... ทำไมน่ะหรือ ผู้ผลิตมีมากคนซื้อมีน้อย อะไรจะเกิดขึ้น ? เอาหลักการเศรษฐ์ศาสตร์มาช่วยหน่อยก็น่าจะเป็น คนขายก็ต้องลดราคาเพื่อที่จะให้ของของตนขายได้ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีการระบายของออก ดังนั้นราคาของก็เลยต้องน้อย ยิ่งในประเทศเรายิ่งแย่เพราะของจาก จีน เกาหลี ใต้หวัน นั้นมาตีเอาไปกินหมดเนื่องจากคุณภาพ (บางอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ) นั้นพอสูสีกับคนไทย แต่ราคาถูกกว่ากันมาก ไอ้ที่คุณภาพสูงกว่าก็ราคาถูกดี คนไทยจึงไปช่วยอุดหนุนของนอกกันหมด.... ลองกลับมาดูที่ของอุปโภค บริโภคกันบ้าง ยังจำได้ไหมที่ราคาผลไม้ตกต่ำมาก ผลไม้โลหนึ่งไม่เท่าไหร่เอง เมื่อ เดือนที่แล้วฉันซื้อกล้วยหอมหวีสวยมาได้ในราคา 10 บาท ขายหมดร้านได้เงิน 50 พอดี เพราะเห็นเขาวางอยู่ 5 หวี แล้วจะคุ้มค่าเหนื่อยที่เขาต้องตะโกนแล้วยังต้องถีบรถถีบมาไกลกันแต่เช้าอีกไหมหนอ..... ก็แปลว่าประเทศไทยก็มีการสร้างงานกันอยู่พอสมควร (แต่ผิดวิธีหรือไม่นั้น ค่อยมาว่ากันอีกทีวันหลัง ตอนอิฉันมีอารมณ์ละกัน) ก็มาถึงด่านปราการสุดท้ายนั่นคือ ปัญหาสังคม พูดถึงปัญหาสังคมนี่กว้างนะ....การตกงาน ปัญหาอาชญากรรม ขยะมูลฝอย วัยรุ่นกับเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และอื่นๆ นี่ก็เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง เรามองว่าถ้าสังคมใดปัญหาสังคมน้อย เรื่องดีดีก็จะตามมา ทฤษฎีนี้ง่ายไปมะ...... การแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นก็แก้ด้วยวิธีง่ายๆคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชนให้สูงขึ้น ก่อนจะไปถึงตรงนั้นเราก็ต้องดูเสียก่อนว่าปัจจัยพื้นฐานจริงๆแล้วของมนุษย์ต้องการอะไรบ้าง? แล้วก็ดูว่า เลเวลไหนที่ประชาชนขาดแคลน แต่ที่แน่ๆ ให้พวกประกันสังคม ที่ดีกับประชาชน ในเรื่องของ การศึกษา การสาธารณะสุข หรือแม้แต่การลดราคาปัจจัยพื้นฐานอย่าง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม (โดยอาจจะตั้งกำแพงภาษีของผลิตภัณฑ์จากตปท. เพื่อที่คนไทยจะได้ซื้อของไทยเองก็ได้ แต่ก็นั่นแหล่ะ เราอยู่ในโลกไร้พรมแดนแล้ว หากเราไม่ยอมเปิดบ้างเขาอาจจะพากันคว่ำบาตรไม่ซื้อข้าวไทยหรือของส่งออกของไทยก็ได้ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและมีผลกระทบมากมาย ที่กล่าวเท่าไหร่ก็ไม่หมด วันไหนครึ้มอกครึ้มใจค่อยมาต่ออีกทีละกัน) ก็จะทำให้เราลืมปัญหาเรื่องความยากจนไปได้มากเลยเชียว แล้วก็จะเป็นเหมือนสมัยสุโขทัยที่เขียนในหลักศิลาจารึกว่า ไพร่ฟ้าหน้าใส อิอิอิ ประชาชนหน้าใส มีความสุข ประเทศชาติคงสงบสุขขึ้นอีกโข ต้องรีบไปทำงานแระ วันหน้าวันหลังค่อยมาต่อดีกว่า
previous - next
|