Get your own
 diary at DiaryLand.com! contact me older entries newest entry

2005-01-07 - 10:36 p.m.


Thinking our loud part4
Jan 7’05


เมื่อวานเป็นวันซ้อมรับปริญญา
คืนก่อนรีบฝ่าการจราจล เอ้ย จราจร กลับบ้านเพื่อไปซื้อรองเท้าคัทชูแบบเอาไว้ใส่รับปริญญาเอามาใส่ระหว่างนั้นพี่แนทก็โทรมา ไอ้ส้มก็โทรมา น้องเขาก็โทรมา โทรศัพท์เรียงรายกันมาเป็นตับ กลับมาถึงบ้านตอนจะดึกต้องมานั่งทำงาน(ส่วนตัว)อยู่หน้าคอมอีก แล้วก็เม้าๆๆๆๆๆ ใน msn จำไม่ได้แล้วว่ากับใครบ้างจนต้องขึ้นชื่อไปว่า งานรับปริญญามีที่ไหน กี่โมง วันที่เท่าไหร่แล้วบอกว่าห้ามทักเพราะกำลังยุ่งเช็คเมลล์อยู่ขนาดนั้นเลย มะม้าไล่ไปนอนหลายทีก็ไม่สามารถไปนอนได้ เพราะติดพันอยู่
สัก 5 ทุ่มก็เข้านอนละ เพราะว่าต้องตื่นตี 1 กว่าๆ นัดที่ร้านไว้ตี 2 นอนน้อยดีจังแฮะช่วงนี้
ไปถึงที่ร้าน ไม่ทันจะบอกเลยว่า ไม่เอาหน้าเข้มนะคะ ทรงผมแบบนี้ทำให้ดีหน่อย ก็ด้วยความเหนื่อยจึงนอนเฉยๆให้เขาทำให้อย่างเดียว ที่ไหนได้ หน้าตาออกมายังกะไม่ใช่หน้าตาเรา เฮอออ คิดแล้วก็เศร้าใจ ดีหน่อยที่เราเป็นคนน่ารัก ไม่งั้นมีหวังแย่เลย (อ้วก)

ละก็มานอนรอรถเพื่อนอีกคันที่จะขับตามๆกันไป รอได้ประมาณครึ่งชั่วโมงนอนรอในรถตำรวจก็มาส่องไฟ
เหอๆๆ น่ากลัวจริงๆ เราก็บ่ายหน้างัวเงียตื่นขึ้นมาบอกว่า อ่านอนรอเพื่อนจะไปงานรับปริญญาอยู่ค่ะ แหะๆๆ

รับปริญญาประเทศนี้นี่แหล่ะคงจะเป็นประเทศเดียวที่ต้องไปรายงานตัวตี 5
พี่เอ พี่อีกคนที่คิดว่าเขารับปริญญากันตอนตี4 ครึ่ง (จริงๆแล้วมันคือเวลาของวันจริงตะหาก) บึ่งรถขับกระจายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ที่ไหนได้มากันแต่เช้าตรู่ยังไม่มีใครมากันเลยสักคน เหอๆๆ

ก็ไปนั่งๆหลับๆกันอยู่ในหอประชุม ข้างซ้ายเราเป็นหญิง ขวาเราเป็นหญิงค่อยสบายหน่อย ทางซ้ายเขาก็พูดๆบ่นๆอะไรของเขาไม่รู้ ก็เลยหันไปคุยกะคนข้างขวาดีก่า พี่เขาชื่อพี่แหม่ม คุยกันไปคุยกันมา ที่บ้านเปิดโรงแรมอยู่ที่กระบี่ มีการไปช่วยเขาเก็บศพที่ลอยมาจาก พีพี ด้วยนะ เม้ากันไปได้สักพักก็ไม่พ้นเรื่องผู้ชาย (ตามประสา)
เออผู้ชายมันเจ้าชู้......ลงเสียงเข้าคูหาคงได้กาเบอร์เดียวกันแน่นอน ฮี่ฮี่ฮี่
พี่เขามีแฟนสมัยอยู่เอแบค แฟนไปเรียนต่อเมืองนอกเขียนจดหมายมาทุกอาทิตย์ และโทรศัพท์มาหาเขาที่อยู่เมืองไทยด้วย พี่เขาก็ไม่ได้อะไรมาก ไม่ได้ตามแฟนด้วย จนอยู่มาวันหนึ่งฝันถึงแฟนขึ้นมา ก็เลยโทรไป ปลายสายที่โน่นเป็นเสียงผู้หญิงรับ เวลาตอนนั้นก็ประมาณ ตี 5 พอดิบพอดี นับไปไม่ถึง 3 วินาทีดีแฟนตัวดีก็มารับสาย.....เรื่องมันก็จบลงตรงที่ว่าแตกหักสิคะ
เราก็เลยเล่าเรื่องของแฟน(ตัวดี)ของเพื่อนเราทั้ง 2 คนให้กับพี่แหม่มฟังมั่ง....
ถ้าไม่ได้ดีก็ไม่เอา แต่อย่างพี่แหม่มคงหาไม่ยากหรอกค่ะ หน้าตาสวยออก พี่แกก็บอกว่าท่าจะยาก พี่จบโทสองใบ และกำลังเรียนต่อเอกที่ ฟลอริด้า เคยเป็นนักเรียนทุนอีกตะหาก เห็นอ๊อพชั่นแล้วผู้ชายก็หนีฮ่ะเหอๆๆ

อืมมมมเข้าใจอ่ะ
พี่เขาน่ารักดีจังเลยแฮะ คุยด้วยก็มันส์ดี เราก็เออดีแล้วค่ะพี่อย่าไปยอมเลยผู้ชายแบบนี้ เรื่องมันธรรมดาก็จริง แต่สำหรับเราไม่ธรรมดาค่ะเพ่ หนูยังชอบแบบ โมโนกามี (monogamy) อยู่ค่ะ
ถ้ามันรักเราจริงมันต้องยอมเราจิคะ (เอ้ประโยคแบบนี้คุ้นๆว่าผู้ชายเขาจะชอบพูดกับฝ่ายหญิงนิเนาะ แบบเออถ้าเธอรักฉันจริงเธอก็ยอมฉันจิ น่านนน.... @_@ เราก็ต้องย้อนแบบนี้มั่ง เออถ้าเธอรักฉันจริงเธอก็ยอมฉันจิ แล้วฉันจะยอมเธอ เออความสัมพันธ์ของคนสองคนนี่มันอยู่ตรงที่ว่าใครจะยอมใครก่อนนั่นเอง ยอมกันได้มากแค่ไหน แตกหักกันไปเลยไหม ทนไหม ประนีประนอมไหม ก็แล้วแต่ขีดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป)
หน้าตาพี่เขาก็ดีแฮะ ขอให้มีแฟนเร็วๆละกัน ถ้าไม่มีเด๋วจะหาให้ แต่อืมมมผู้ชายที่อายุมากกว่า 35 นี่หายากจังแฮะ เฮ้ออออออ พี่เขาก็บอกว่าถ้ายังเหลือคนดีดีอยู่ก็แปลว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอนมันถึงยังไม่ได้แต่งงานอ่ะ

จะว่าไปชีวิตคนเรามันก็พลิกกันไปได้ง่ายๆเหมือนกันนะ คบอีกคน แต่ไปแต่งกับอีกคน น่ากลัวจริงๆชีวิตคนเรา

ซ้อมรับเสร็จก็ทยอยกันออกมา...พี่เอคนละคนกะพี่เอนักซิ่ง ก็พาเราไปจองรูป เดินกันไปเอารูปเพราะพี่แซมตากล้องเรามาแล้ว พี่แซมมาอย่างโทรมบอกว่าเมื่อคืนป่วยเกือบมาไม่ได้ซะแล้ว.....

ปฎิบัติการถ่ายรูปเริ่มต้นขึ้น อย่างไม่ลืมหูลืมตา.....

ละก็ไป 13 เหรียญ กัน เพื่อไปร้องคาราโอเกะ

เพื่อนในอดีตที่เขามองเรา เขาก็ยังมองเราอยู่เหมือนเดิมแฮะ ไอ้เราก็นึกว่าเขาไปมีแฟนแล้วซะอีก ใครจะไปรู้เล่าก็ไม่ได้มาบอกว่าฉันยังชอบเธออยู่ ไม่ได้โทรมา ไม่ได้ sms มานิ เวลาเจอกันก็นั่งห่างกันตั้งโยชน์นึง ทำแบบนี้ผู้หญิงเขาไม่รู้หรอกนะว่าชอบ (แต่ไอ้ที่มากเกินไปก็ไม่ไหวอ่ะ ถ้าเขาไม่ได้ชอบเขาก็จะทำให้รู้เอง รู้แล้วก็ค่อยๆ fade กันหน่อยละกันนะหนุ่มๆ)

ใครๆก็อยากรู้ว่าตกลงเรารักใคร เราชอบใคร แฟนเราคือใคร
และคิดว่า พี่แซม (ตากล้องเรา) เป็นแฟนเราเอามาเปิดตัวซะอีก ถามกันเข้าปายยยยย

สถิติ ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน
แฟน 0
คนที่ชอบ 0
คนที่รัก 0

คงยากอ่ะ ไพล่ไปนึกถึงตอนที่ถูกถามว่า เรารักเขาไหม
ถามอย่างไรก็ตอบอย่างเดิม......
ยากเนาะ

วันนี้เราคุยกับปุ๋ยจนได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายจะชอบหลายคน ลองจีบไปหมด(ถ้าคนดีดีหน่อยนะ)พอได้เจอผู้หญิงรับรักเขาแล้ว เขาก็จะหยุดกับแฟนคนนี้ของเขา

แต่ผู้หญิงจะรอคนที่เข้ามาแล้วมีเขาคนเดียว

มันก็เลยเป็นสมการที่ไม่ลงตัวกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยอมใครก่อนคือผู้หญิงจะยอมรับที่ผู้ชายเป็นแบบนี้ หรือว่าผู้ชายจะยอมไปหยุดกับคนอื่นก่อน นั่นเอง แล้วแต่คน แล้วแต่คู่ แล้วแต่ขีดความสามารถของแต่ละคู่นะเราว่า
ถ้าเราเจอคนที่พอดีๆกับเรา ก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับคำที่ว่า
เมื่อไหร่........................................? อีกต่อไป
ก) เราจะรักกัน
ข) เราจะเป็นแฟนกัน
ค) เธอถึงจะเลิกเจ้าชู้
ง) ที่เธอจะรักฉันคนเดียวสักที

เราชอบ “ช่วงเวลาพิเศษ คนพิเศษ นาทีพิเศษ สิ่งพิเศษ (ของเรา สองคน)” จังเรย......
เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผู้หญิงต้องยอมทำให้กับสิ่งต่างๆมากมายหลังแต่งงาน เพราะว่ารักเนี่ย เราว่าผู้ชายก็น่าจะยอมเลิกเจ้าชู้กันหน่อยนะ เพื่อชดเชย แลกเปลี่ยนไง (ว่าแล้วก็คิดถึงคุณระเบียบรัตน์จังเลย)

ถึงว่าก็ว่าเหอะ ถ้าเราเจอคนที่ ใช่ จริงๆ เราคงไม่ต้องมานั่งคิดอะไรยิบย่อยแบบนี้หรอก
มันจะหยุด มันจะหมดคำถาม มันจะรู้จักคำว่าพอแล้วทันที

เพราะฉะนั้นเธอเลยไม่ใช่สำหรับฉัน
ละก็ อย่า “ดีแต่ปาก” ดิ


ส่วนฉันก็ อืมมม
ยังเต็มใจที่จะตามค้นหา....และปฎิเสธว่าจะท้อใจ
ต่อไป
คนมีเป็นล้าน หวังว่าคงจะมีใครสักคนที่เข้าใจฉันจริงๆเสียทีนะ

หลายๆคนบอกว่าเราปิดตัวเองเหลือเกินนะ
อืมไม่หรอก เราว่ามาตรฐานเราสูงมากกว่า หลายข้อมั่กมาย
(ขนาดปัจจุบันลดลงมาเหลือแค่ 3 ข้อกันแล้ว(รักพระเจ้า เป็นคนเก่ง ละก็เข้าใจเรา) ยังไม่ผ่านกันเลย)
แล้วนี่ถ้าเอาพวกสมัยก่อนมารวมด้วยจะขนาดไหนเนี่ย
(อย่างพวก ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ กล้าเล่นกีฬาผาดโผน ร้องเพลงเป็น เต้นรำเก่ง ภาษาอังกฤษดี ร้องแร๊พได้ สูงยาวจนกระโดดจับแป้นได้เนี่ย etc… มันจะขนาดไหนเนี่ย ไม่ต้องพูดถึงเรยเนาะ ตกกันเป็นแถวๆแน่ เหอๆๆ)

วันนี้เข้ามาบ่น เพราะว่ามีเรื่องกวนใจเยอะ ละก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายต้องไปบอกชอบคนอื่นได้หลายคนแบบนั้น

เขาจะเคยรักคนคนหนึ่งแล้วรอคอยเธอไปตลอดแบบนั้นได้ไหมนะ...เหมือนในหนัง 101ตื๊อรักนายกระจอก หนังไทยสมัยเรายังเอ๊ะๆ 12-13 ขวบ เอามาฉายช่วง 4 ทุ่มช่อง 3 มั้ง พระเอกหน้าเห่ย กะนางเอกนางฟ้า สังคมญี่ปุ่นสุดโต่งดีนะ เอาสิ่งที่สุดโต่งมารวมเข้ากันได้อย่างแรง กล่าวคือ
คนมันรัก มันก็ร้ากรักรักรักชอบนางเอกคนเดียวอยู่นั่น
นางเอกก็แสนดีดี๊ดีดีดีดีดีดี
ในที่สุดก็จบแบบแฮ้ปปี้เอนดิ้ง
ดูเรื่องนี้แล้วได้ความว่า
1.รักใครต้องทุ่มรัก มะใช่เผื่อรักแล้วจะได้ดี
2.ถ้าเขาไม่รักเรา ไม่ได้แปลว่าเราไม่ดี แต่หมายความว่าเขาอาจเจอคนที่เหมาะมากกว่าเรา อย่าลืมว่าเราเลือกเขา เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไปเลือกคนอื่นๆได้เหมือนกัน
3.บทพิสูจน์มันอยู่ที่ตรงนี้แหล่ะ ว่าชายจะดีจริงรักจริงไหม หญิงจะรักแค่ภายนอกหรือไม่
และสุดท้าย “love bear all thing” น่ะเราคิดแบบนี้จริงๆนะ ละก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่รักมันจะเป็น unconditional love ด้วย นั่นก็คือ ความรักพิชิตอุปสรรคทุกอย่าง และความรักจะเป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้......

ก็เลยจบลงที่ว่า การที่เรามีข้อแม้กับหนุ่มๆที่มาชอบเราเนี่ย แปลว่าเราคงไม่ได้รักเขาหรอก เลยอาจจะสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆเอามาให้อ่านเล่นแก้เซ็งไปงั้น เพราะถึงคนเราจะพยายามเปลี่ยนมาให้เป็นแบบเสป็คที่เราชอบ แต่สุดท้ายคนเราจริงๆไม่อยากจะบอกว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่นิสัยบางอย่างถ้าจู่ๆอยากเปลี่ยนเพราะสิ่งเร้าที่ไม่ใช่ตัวของเราเองเปลี่ยนไปทีละนิดตามสภาพแวดล้อมเนี่ย เขาว่ามันมักไม่จีรังน่ะสิ

มันก็เลยเกิดเป็นปัญหาสังคมตามมาที่ว่า
ทำไมก่อนแต่งเขาดีทุกอย่าง แต่หลังแต่งได้อีกอย่างนึงไง

อ่วยเหนื่อย + ง่วง วันวันเอาแต่สัมมนาวิชาการเรื่องความรักให้หนุ่มๆฟังจนเหนื่อยไปหมดเรยแฮะ +_+

เรานี่เหมือนเชี่ยวชาญจัง (กำมะลอจริงๆตรู - -“ )

เลยว่าขะพูดถึงสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นจากงานวันซ้อมรับปริญญาเสียหน่อยเลยไม่ได้เขียนถึงเลย พอดีเรื่องนี้มีคนมาพูดบ่อยๆเลยขอใส่เอาไว้ ณ หัวข้อนี้ก่อนละกัน......

ไปนอนละค่ะ ไม่ได้นอนมานานแร้ว พรุ่งนี้จะขอตื่นสัก 9 โมงเช้า ^^

 

previous - next

 

about me - read my profile! read other Diar
yLand diaries! recommend my diary to a friend! Get
 your own fun + free diary at DiaryLand.com!