|
2005-01-04 - 10:19 p.m.
Chi@ngmai Jan 405 กลับมาจากเชียงใหม่แล้ว @_@ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังต้องตื่นมาทำงานอีก แต่พอตื่นมาแล้วก็ไม่เห็นจะเหนื่อยเท่าไหร่เลย ออกมาทำงานซะก็ยังดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ เขียนบันทึกเรื่องราวที่หายไป ให้อ่านกันนะ Dec 3004 ไปโรงบาล ซื้อของ แพ็คของ นอนไม่หลับ ฟังเพลง เรียกแท็กซี่ เจอกันที่โบสถ์ ไปถึง6.30 ตามเวลานัดหมาย เป้ใบใหญ่ กะของมากมายพะรุงกะรัง เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นญี่ปุ่นขี้นกเหลือกำลัง เสื้อผ้าก็ใส่หนามาแต่วันแรกเลย จะได้ไม่ต้องขนเยอะๆ งานนี้เตรียมตัวไม่อาบน้ำมาเต็มที่ รถติดตลอดทาง นั่งข้างหลัง มีที่วางขายาวๆของเราได้ด้วยแฮะ สบาย แต่เมื่อยก้นชะมัดเลย ปั๊ม Jet แทบจะแตก มีรถเข้าไปติดอยู่ในปั๊มมากมายเป็นแถวยาวเหยียดแทบจะทุกสาขา ตลอดเส้นทาง กรุงเทพ เชียงใหม่คืนนั้น นับว่าใครอยากทำอะไรปั๊มเจ็ทมีให้คุณครบทุกสิ่งที่เลือกสรร แต่จะแหวกการจราจรภายในปั๊มไปได้หรือเปล่าก็ต้องดูกันอีกที ไอ้เราก็ได้แต่มองแล้วก็เข้าปั๊มเกรด B แทนต่อไป คนขับง่วงนอนก็แวะเข้าไปทุกปั๊มนั่นแหล่ะ แปลกใจเล็กๆว่าพี่แกจะขับเข้าไปแล้ววนออกมาโดยไม่ได้แวะฉี่หรือแวะเติมน้ำมัน หรือแวะซื้อของ แล้วแกจะแวะเข้าไปทำไรของแกวะ นั่งบ่นกะพี่ที่นั่งข้างหลังเบาๆ สมาชิกร่วมรถไปด้วยกันวันนั้น เราเรียกพี่หมดเลย หุหุหุ เริ่มกันมาตั้งกะ พี่เปี๊ยก พี่น้ำ พี่แนท พี่ยุ้ย พี่หมี พี่กุง พี่หลี พี่มีมี่ พี่อ้อ ละก็เรา วุ้ยเป็นเด็กครั้งแรกในชีวิต เริ่มรู้สึกถึงกระแสเลือดแห่งความร้อนรุ่ม คึกคะนอกแบบเด็กๆสูบฉีดกระจายแล่นไปทั่วร่าง (เวอร์ไปงั้น) พอเริ่มจะขึ้นไปสูงขึ้นๆ ก็เริ่มหนาวแล้ว ขึ้นทางด่วนมาผ่านเมืองทองธานีด้วย อ้ะแอบคิดถึงบ้านน้องแถวนี้อยู่คนนึง กริกริกริ ถ่ายรูปชิงช้าสวรรค์มาด้วย สวยชิมัดเรย มีฟามสุข ลัลล้า เราจะไปเชียงใหม่ แวะปั๊มทีก็เดินกันออกมาเต้นระบำแก้หนาวกันที พอมีความสุข ในทริปนี้เราเรียกไอน้ำที่ออกมาจากปากช่วงหน้าหนาวว่า ดูดบุหรี่ ประเดี๋ยวก็จะมีมุกของพี่พี่ออกมาให้ได้ยินกันว่า อะไรเนี่ยแวะปั๊มปุ๊บก็ดูดบุหรี่กันปั๊บเลยนะน้อง อ้อ!ลืมเล่าไปว่าทริปนี้ มีพี่เปี๊ยกกะพี่สิน(คนขับรถ) เป็นผู้ชายกันอยู่สองคนเท่านั้น ขอรับทั่นผู้ชม Dec 3104 มาถึงเชียงใหม่ประมาณ 6 โมงเช้าได้ ก็แวะเข้าบ้านพี่อั๋น ซึ่งจะเปิดบ้านต้อนรับพวกเราให้พวกเราได้อาบน้ำอุ่นๆก่อนที่จะไม่ได้อาบเลย ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ อ่าสบายจังน้ำอุ่นๆ สระผมก่อนเลยด้วย ข้าวต้มกระดูกหมูร้อนๆอีกตะหาก ห้องน้ำมี 2 ห้อง คนที่อยู่ในบ้านมีร่วม 10 ชีวิต ดังนั้น 9 โมงกว่าเราก็ยังไม่ได้ออกจากบ้านพี่อั๋นขึ้นไปอมก๋อยแต่อย่างใด พี่แนทก็ชวนพี่อั๋นขึ้นไปนอนกันที่ จิโน หน้าผาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นรับปีใหม่ด้วยกันซึ่งพี่อั๋นก็ตอบตกลงพร้อมนำบุคคลที่อายุน้อยที่สุด(ลูกพี่เขา) กะอายุมากที่สุด (อาม่า) ขึ้นดอยไปพร้อมๆกับเรา แวะตลาดก่อน ตลาดแรกที่เราแวะไม่ค่อยมีอาหารที่เราอยากซื้อสักเท่าไหร่ เพราะมีคนบอกว่าอาหารที่อร่อยของที่นี่คือน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู และหมูสามชั้นทอดกรอบ สมัยเมื่ออิฉันสาวๆมาเมืองเชียงใหม่ ผอมคอยาวกลับบ้านเพราะว่าทานอาหารไม่ค่อยได้ จำได้ว่าตอนที่นั่งทานขันโตกกับพ่อครั้งนึง กะเพื่อนครั้งนึง เรากินแต่ข้าวเหนียว จิ้มน้ำผักกาดดอก แต่ไม่ค่ะมาครั้งนี้เธอเปลี่ยนไป เอ้ยฉันเปลี่ยนไปแล้ว ใครกินอะไร อิฉันกินด้วย แต่ก็มีการอิดออดเล็กน้อย ซึ่งจะเล่าในวาระต่อไป กลับมาที่ตลาดก่อน พอดีกับที่เหลือบไปเห็นร้านเขาขาย ลิโพ ขวดพอดี ไม่ได้หลับไม่ได้นอนแบบนี้มันต้องโด๊บกันหน่อย ว่าแล้วก็ซื้อมา 1 ขวด (ไม่มีรสน้ำผึ้งแฮะ) พี่เปี๊ยกมีแซวว่า นึกว่าเราจะซื้อเอาไปให้คนขับรถกินซ้าอีก เป่าค่ะพี่กินเอง (แต่ซื้อกระทิงแดงให้พี่คนขับแทน) พี่คนอื่นๆเขาก็กินพวกซุปไก่สกัดกันเป็นแถว เพราะว่าอายุอานามตะละคน ข้าพเจ้าว่าแก่แล้วอ่ะนะคะ ยังมีคนแก่กว่าข้าพเจ้าอีก..... นั่งเขย่ามาในรถได้ชั่วครู่ ฝันร้ายของสาวเที่ยวดอยก็มาถึง..... T^T (ปล.จะเล่าก็เขิน จะไม่เล่าก็ไม่ได้เพราะมันมีวีรกรรมเด็ดลำดับต่อไปอีกหน่อย อ่วย - -) รถขับสูงขึ้นไป อากาศเริ่มหนาวขึ้นตามลำดับ เรามาแวะกันที่ อ.ฮอดมีตลาดใหญ่ที่พอจะซื้อเสบียงกันขึ้นไปต่อได้ หลังจากนั้นก็ขึ้นไปสมทบกับพี่เขาคันที่ออกมาวันที่ 30 ช่วงเช้าเขามาถึงกันแล้ว กำลังจะเก็บของขึ้นไปนอนที่บ้านพักใน Jino กัน Jino ก็เหมือนหน้าผาดอยหรือไงนี่แหล่ะ เพราะเราก็ขับรถกันขึ้นไปอีก 2-3 ชั่วโมง จากทางยางมะตอยก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นทางเท้าธรรมดาๆ สองข้างทางเป็นสิวทัศน์ที่งดงามมากคือเป็นขุนเขา ป่าไม้สลับกันไปเป็นที่สวยงาม ละลานตา กระจ่างใจยิ่งนัก ยามนี้ถ้ามีเธอมานั่งกุมมือร้องเพลงรักให้ฉันฟังก็คงจะดีไม่น้อย (ขออ้วกนิดหน่อยพอเป็นพิธี) อันว่ามองไป เพื่อนข้างๆก็เป็นสาวใหญ่ อายุมากกว่ากันทั้งนั้น สาวน้อยอย่างเราก็เลยกลับมาร้องไห้ ในใจเงียบๆคนเดียวพอเหงาเล่นมิวสิคได้ ก่อนเริงร่าคาราโอเกะตามเพลงที่เขาเปิดดังสนั่นในรถกันต่อ รถ2ตอนของไทยรุ่งพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ตามติดมาด้วย อิซุซุของสามีของพี่อั๋นที่ถึงแม้ว่าจะบรรทุกของกิน ของใช้ ผ้าห่ม ถึงนอนมากมายก็ บ่ ยั่น เหลือแต่เพียงรถตู้ของกลุ่มเรา สาวสองพันปี (อายุสิริรวมแล้ว) ค่อยๆคลายตามกันมาต้อยๆอย่างช้าๆ เร่งฝีรถให้ทันอาทิตย์จะตกดิน มิเช่นนั้นแดร็คคูล่า จะออกมาหาพวกเรา อ่าไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการยากลำบากในการเดินทางยิ่งนักเนื่องจาก ถนนบนนี้ไม่มีเสาไฟฟ้าเลยแม้เพียงต้นเดียว! ถึงศูนย์พิทักษ์ต้นน้ำ (ชื่ออะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว เพราะชื่อแปลกเหลือหลาย ไม่รู้ว่าออกเสียงว่าอย่างไรด้วย) กลุ่มรักการฉี่ของพวกเราก็เริ่มทำหน้าที่ดั้งเดิมทันที คือการหาห้องน้ำเข้า น้องในหน่วยก็เลยเอากุญแจ คว้ามอเตอร์ไซด์ขับมาจอดบนหน่วยและเปิดห้องน้ำให้เราเข้าไป มีห้องน้ำอยู่ห้องหนึ่งเข้าได้ 2 ทาง ระหว่างพี่คนหนึ่งทำธุระ อีกคนก็เปิดประตูเข้าไป ตามประสาหน่วยค้นหาห้องฉี่ ในบัดดล ดังนั้น ก่อนจะทำธุระ กรุณาสำรวจห้องน้ำก่อนนะจ้ะสาวๆว่า มีประตูที่ต้องปิดกี่ประตู พอดีเราเข้าห้องข้างหลังก็เลยค่อยยังชั่ว มืดๆ ทึมๆไปหน่อย ก็เอาไฟฉายเข้าไปส่องแค่นี้ก็เสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินทางต่อ แต่อนิจจา รถยนต์นำขบวนสองคั้นนั้นได้ อันตรธานหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วเหมือนพระอาทิตย์ยามนี้ พี่สินจึงขับรถมาในทางที่ไม่คุ้นเคยแต่ไม่มีไฟฟ้าอย่างตุ๊มๆต่อมๆ จนกระทั้งมายอมแพ้เอาที่เลขหลักยังไม่ขึ้น 1 กิโลดี แกบอกว่า ทางโหดแบบนี้ (ขึ้นสูง ลงสูงไม่เรียบ) รถตู้อย่างเขาไปไม่ได้ ดังนั้นทุกคนจึงต้องบ่ายหน้ากลับยังศูนย์พิทักษ์ต้นน้ำและนอนที่นั่นคืนนี้! ฝันสลาย มลายไปสิ้นในบัดดล อิฉันจะต้องมานั่งเค้าดาวน์เอาที่หน่วยร้างๆบนดอย และไปไม่ถึง จิโน อย่างนั้น ฤานี่ คิดในใจพลางบอกพี่แนทหัวหน้าทีมว่า พี่คะ เดี๋ยวเราเดินเข้าไปแล้วบอกพี่ที่ล่วงหน้าไปก่อนให้เขาขับรถเข้ามารับเราดีไหม (ระยะทางโหดที่กั้นกลางระหว่างเรากับ จิโน นั้นมีระยะห่างอยู่ที่ 4 กม.) พี่แนท ตกลงเพราะไหนไหนเราก็มากันแล้ว ระหว่างนั้นเอง สุดหล่อน้องในหน่วยคนเดิมเขาบอกว่า จะให้ผมขับรถ โฟร์วีล ลงไปส่งไหมครับ ขับได้ ไม่ไกล รู้จักทางอีกตะหาก เขาพูดแค่นั้นแหล่ะ รีบเร่งอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า และรีบเปลี่ยนคันรถ กระโดดดีดตัวเข้าไปนั่งหลังรถกระบะ(โฟร์วีล)อย่างเร็วรี่ทันที นั่งข้างหน้าเหรอ เชอะ จะนั่งทำไมข้างหน้า ลูกทุ่งอย่างฉันมันต้องสะเทินน้ำสะเทินบก กินฝุ่นตลบกันอยู่ข้างหลังนั่นแหล่ะ คืนนั้นพี่สินนอนเฝ้ารถอยู่ที่ศูนย์พิทักษ์ต้นน้ำ(แม่น้ำปิง) และสาวแก่ใจแตกอย่างเราก็ได้ไปนั่งกรี๊ดกันที่กระบะหลังโดยมีสุดหล่อเป็นคนขับ ที่กรี๊ดไม่ใช่อะไร วิวมันสวยมากกกกกก ฟ้ากระจ่าง เห็นดาวมากมายหลายมันล้านดวงกระพริบแสงที่ขอยืมมาจากดวงอาทิตย์อย่างไม่เกรงใจ หยอกล้อเล่นกันวาววับจับตา กับพวกเราเบื้องหน้า ฟ้าผืนนี้ช่างสวยเหลือเกิน เราบอกพระเจ้าอยู่ในใจ ตอนนั้นพวกเราทุกคนได้กลายมาเป็นเด็กดอย(กลายพันธุ์)เต็มร้อยแล้ว ใส่หมวกไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้า และมีพี่หลายคนใส่กางเกงทับกันประมาณ 3 ชั้นได้ อ่วยใส่เข้าไปได้ไงเนี่ย) แต่เด็กดอยทีนี่เขาชินกับสภาพอากาศแบบนี้แล้วละมัง เขาใส่เสื้อหนาวกันแค่ตัวเดียวเอง เด็กดอยยิ้มง่าย น่ารัก และเวลาเราโบกมือให้เขาตอนนั่งรถ เขาก็โบกตอบเราเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับคนกรุงเทพเมืองที่ไม่มีใครยกไม้ยกมือหยิบยื่นไมตรีให้กันง่ายๆได้เช่นนี้ มาได้ครึ่งทางก็สวนกับรถ ไทยรุ่ง นานแล้วพี่เขาไม่เห็นเราขับตามกันเข้าไปก็เลยขับออกมาหา กลัวจะพลาดนัดสำคัญเอาที่นี่ คืนนี้เรากินอาหารเหนือแสนอร่อยกัน น้ำพริกหนุ่มเผ็ดสะใจ อร่อยจังกินด้วยกันเอาแคบหมูลงไปจิ้มในน้ำพริกสีเขียวที่เขาตำมาละเอียดแล้วแต่ยังเห็นเส้นพริกอยู่ ใครใคร่จะกินกับข้าวเหนียวก็ทานได้ (ข้าวเหนียวมีสีแดงด้วยนะ อาหย่อยมีอนามัยดี) พี่น้ำส่งไส้อั่วมาให้กิน เราอิดออด ง่าไม่ชอบกินค่าพี่ เอ้าลองดูอร่อย พี่น้ำพูดเสียงดัง เอ้ากินก็กิน (อั้ม) อร่อยจัง (แต่เราก็กินไปชิ้นเดียวนั้นแหล่ะ) ทุกมือที่ไปกินไข่ตลอดเวลา ฮี่ฮี่ฮี่ สักพักก็มานั่งร้องเพลงสรรเสิรญพระเจ้ากันแล้วก็หาที่นอน ถึงนอนเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเอามาใช้วันนี้ นอนเค้าดาวน์ก็เป็นอีกปีที่แปลกดีเหมือนกัน ได้ยินเสียงข้างนอกนับกันประมาณ 2 รอบด้วย เค้าดาวน์นับ 2 รอบได้ด้วยเหรอ ณ รอยต่อของปี เราบอกพระเจ้าในใจว่า หมดไปอีกปีหนึ่งแล้วนะคะพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าสำหรับปีที่ผ่านมา ที่พระองค์ทรงดูแลเราตลอดเวลา.... แล้วเราก็หลับนอนอย่างไม่ค่อยปกติสุขเท่าไหร่นัก เพราะมันหนาวววววนัก Jan105 เสียงร้องของน้องเอิร์ธ บุคคลผู้ที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มปลุกพวกเราให้ตื่นอย่างรวดเร็ว ตี 5 จะ 6 โมงแล้ว ใครบางคนบอกเช่นนั้น ให้รีบออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมองอย่างเร็วรี่ฉับพลัน อืมอืออือไม่อยากตื่นเลย แต่ก็ไม่อยากนอนต่อไป เพราะมันไม่สบายเท่าไหร่นัก ออกไปแปรงฟันท้าลมหนาวด้วยน้ำเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งละลายเอามาให้เราแปรงฟันเสร็จพอสะใจและตื่นได้ในทันทีก็ออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น รอร้อรอ พระอาทิตย์ก็ยังไม่ออกมาสักที ก็พอดีกับที่หลายๆคนตื่นกันมาท้าลมหนาวกันบ้างแล้ว อาม่าก็ตื่นแล้วเลยให้อาม่าสอนรำไทเก็กแก้หนาวให้ซะเลย..... พอไหวๆ (แต่ห้ามหัวเราะกันนะเฟ้ย แต่รำแล้วหายหนาวจีงจีง) พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ไอหมองคละคลุงอยู่ทั่วไปมีมากมาย เช้านี้ก็ ดูดบุหรี่กันอีกแล้วนะ แต่ไม่มากเท่าไหร่ ข้าวต้มตอนเช้าเค็มเชียว แต่ก็ฟาดไป 2 ก็มีการเก็บของ และปลูกต้นไม้บนยอดดอยเพื่อเป็นพิธีและบริจาคเพื่อศูนย์ที่นี่ด้วย เขาบอกว่าจะทำให้มีลักษณะคล้ายๆภูกระดึง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เราคิดว่าจะเป็นศูนย์ร้างเสียอีก ที่ไหนได้ คนมากมายประมาณ 5-6 กลุ่มได้พร้อมใจมาอยู่ด้วยกันที่ Jino ในคืนปีใหม่เช่นนี้ นับว่าคนไทยกับเรื่องเที่ยวนี่ หนีกันไม่พ้นจริงๆ (อิฉันยังไม่รู้จักเล้ยยยถ้าไม่มาว่า จิโน นี่มันอะไรหว่า ยังคุยแซวๆเลยว่า มาจากยี่ห้อเสื้ออ้ะเป่าค้าพี่เลยอ่ะ) เก็บของขนกันมาเนื่องจากผู้ชายน้อยและผู้หญิงถึกๆอย่างเราเก่งกันมาก ก็เลยหอบของกันมาเยอะแยะ ระหว่างทางหนุ่มๆนิสัยดี ก็เดินออกมาช่วยแบกไปเช้ย เบาแรงขอบคุณนะค้า น้ำใจคนไทยด้วยกันมีให้กันเสมอค่ะ ขับกันลงมาถึงบ้านก็แย่งกันอาบน้ำต่อไป ไม่น่าเชื่อว่าเราจะอาบน้ำ อิอิอิ อาบแล้วก็เตรียมเอาของขึ้นไปนอนกันที่ ม่อนจองต่อ ม่อนจองเป็นชื่อภูเขาอยู่ในเขตของหมู่บ้านมูเซอ... เราได้รับคำสั่งมาว่า เราต้องเอาถุงนอนไปกับเครื่องกันหนาวทั้งหมด ใส่รวมๆอยู่ในถุงเดียวกันเพื่อความสะดวกในการให้ลูกหาบหาบ แล้วเราก็มีหน้าที่เดินต่อไปประมาณ 14 กิโล เพื่อไปกางเต้นท์ และดูทะเลหมอกกันต่อในวันถัดไป ไม่รู้ไอ้เจ้าทะเลหมอกนี่มันจะอะไรกันนักหนาเนาะ ต้องไปดูกันอยู่ได้ ตั้งสองวันสามวัน.....เช้านี้รถตู้ถูกจอดไว้และพี่สินก็ไม่ได้ไปกับเราเช่นเคย เราเปลี่ยนเป็นรถ โฟร์วีล ทั้ง 2 คันโดยให้คนในพื้นที่ที่ชำนาญทางกว่าเป็นคนขับพาเราขึ้นสู่ ม่อนจอง ต่อไป ขับรถไปจนถึงทางเข้าม่อนจอง ผ่านหมู่บ้านมูเซอ พบกับนักท่องเที่ยวที่เดินกันกลับมาอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้านมูเซอ ก็เป็นธรรมดาและเป็นธรรมเนียม สำหรับรุ่นที่ผ่านมาแล้วก็จะมาให้โอวาทกะรุ่นที่ยังไม่เคยผ่านมาก่อน พี่คะพี่คะ เดินไปไกลไหมคะ ก็ไกลเหมือนกันนะเดินไปประมาณ 6 กิโล ก็จะถึงที่กางเต๊นท์ได้ แล้วจากนั้นก็เดินต่อไปอีกเพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและกุหลาบพันปีต่อไป แต่หนาวมากนะน้อง แล้วห้องน้ำล่ะคะ (พี่เงียบไป) เอ่อก็เขาก็มีห้องกั้นให้นั่นแหล่ะค่ะน้อง ต้องไปทุ่งด้วยใช่ไหมคะ พี่เขาพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ค่ะพี่ขอบคุณค่ะ ลูกหาบที่พอจะหามาได้มี 3 คน เต๊นท์เอาไป 4เต๊นท์เพราะคนที่ไปมีประมาณ 15-16 คนได้ กลุ่มชักใหญ่ขึ้น ของก็ชักมากขึ้นงานนี้ ลูกหาบจึงต้องเดินสองเที่ยวไปโดยปริยาย เราขึ้นมาเป็นกลุ่มแรก เดินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เดินกะนจนขาขวิดและเริ่มคิดว่าเรามาทำอะไรที่นี่หว่า มาทรมานตัวเองทำไมก็ไม่รู้ ท้องก็ปวดด้วยแน่ ไอ้เดินดูธรรมชาติทางราบก็ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่เดินขึ้นเขานี่สิ พอถึงทางเดินลงมาเนี่ยก็ทำใจได้เลยว่า ทางเดินข้างหน้าจะต้องขึ้นอีกแล้ว พอถึงทางขึ้นก็ปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวก็จะถึงเนินทางเดินลงแล้ว ข้ามเขาไปประมาณ 3 ลูกได้ (จริงๆนะ เดินขึ้น ลง ขึ้นลง ขึ้นเริ่มนาน นาน นาน นาน และพักถี่ขึ้นๆๆ และก็เดินลง นับได้ประมาณ 3 ลูกครึ่งได้) มองเห็นทิวทัศน์จากรอบด้านสวยงามเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์มากมาย คนมาเที่ยวกันมากกว่าที่คิด ไรว๊าอิฉันยังไม่รู้จักที่นี่เล้ยยยยย (อีกแล้วคับทั่น) ในที่สุดพี่น้ำกับน้องตั้วและน้องแจ็คก็ไปถึงก่อน 5 นาทีถัดมา เรากะพี่มีมี่ก็ตามมาติดๆ รุ่นถัดมานั่งจับเวลาอยู่ประมาณร่วมครึ่งชั่วโมงได้ถึงทยอยกันมา... ขาเดินขึ้นมาอากาศมันร้อนๆ เดินก็เหนื่อยๆ พวกแจ็คเก็ตกันหนาวก็ถอดออกหมดทีละชิ้นๆ พอนั่งลงได้สักพัก อาการหนาวจับใจก็มาถึง ก็ต้องรื้อเอาหมวกเอาถึงมือมาใส่ แล้วก็เริ่มการกางเต๊นท์กัน โอโห เกิดมาจนอายุปานนี้ยังไม่เคยกางเต๊นท์นอนเลยก็มั่วๆกันไป เสร็จปุ๋บก็ถึงเวลาสำรวจห้องน้ำ แค่เห็นห้องน้ำเท่านั้นแหล่ะค่ะ กรี๊ดดดดดดดยาวมากมาย เขามีส้วมแบบยองๆอยู่วางขนานกะพื้นบนดิน ละก็เอาผ้าใบมาขึงไว้ ดูเหมือนจะโรแมนติกใช่ไหมคะ ส้วมไม่มีน้ำค่ะ ฉี่คนแรกลงไปคนที่สองตาม กลิ่นมันก็เลยน่าสยองมาก ไม่อยากจะเข้าไปในนั้นเลยให้ตายเหอะค่ะ กระดาษทิชชูก็มีคนพกมาแล้วก็เช็ดแล้วก็เอามาวางไว้ระเกะระกะตามพื้นเยอะแยะ ยั้วเยี้ยเป็นที่น่าหวั่นจิตยิ่งนัก เห็นแล้วก็ปีนขึ้นมาทำใจดีก่า ไม่เข้าค่ะไม่เข้า พอกลับไปที่เต๊นท์ก็มีกลุ่มน้องๆจากกรุงเทพ เขามาตั้งเต้นท์อยู่ใกล้ๆกันพอดี น้องเขารู้จักเที่ยวจิงแฮะ เขามากัน 12 คน หญิง 4 คน ชาย 8 คน มีเต๊นกันมา 4 หลัง มาทีหลังเรา แต่กางเสร็จก่อนเรา และอาหารการกินน่ารับประมาณมากมาย หันกลับมาดูเต๊นท์ที่วางกันอย่างระเกะระกะของเรา กับอาหารของเราแล้ว อ่วยค่ะ รันทดนัก มาม่า ปลากระป๋อง และไข่เจียว ยืนพื้น สืบราชการลับมาก็ได้ความว่าเขาเดินทางขึ้นเขามากันบ่อยแล้วค่ะ มากะผู้ชายแมนๆก็สบายไปร้อยอย่างเลยนะคะ พอตกดึก น้องๆเขาก็เอาเทียนกันออกมาจุดแล้วก็เอาขวดน้ำเปล่ามาครอบเอาไว้กันลม ดูโรแมนติกมาก ส่วนกลุ่มพี่พี่พันปีนี่สิคะใช้ไฟฉายยันเลย จนไฟฉายถ่านหมดมะรอมมะร่อ จำต้องส่งหน่วยกล้าอายอย่างอิฉันเข้าไปขอไฟโดยพลัน ใจดีค่ะคนไทยด้วยกัน ให้มาเลย 4 อัน ตัดขวดให้อีก ระหว่างรอเขาทำขวด กลุ่มอิฉันก็เดินกันลงไปทดสอบห้องน้ำกันสักเล็กน้อย มีเด็กผู้หญิงกลุ่มของน้องเขามาด้วยกันอีก 1 คนค่ะ ก็เข้าไปลองก่อนคนแรก โหยยยไมฉี่กันดังจังเรยฟะ - - เพื่อนบอกว่าถ้านั่งต่ำๆกลัวว่ามันจะกระฉอกไปโดนของคนที่เข้ามาคนก่อนแล้วน้องของเราก็จะฉกกระปกค่ะ อ่วยคิดได้ไง อาจจะติดเรทกันหน่อยนะคะตอนนี้ อิฉันเป็นพวกไม้เบื่อไม้เมากะห้องน้ำมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วก็เลยขอเป็นคนท้ายๆดีก่า สักพักน้องผู้หญิงจากกลุ่มที่จะทำโคมให้เราก็เข้าไป เงียบเชียบนิ่งสนิทเลยค่ะ น้องคะๆน้องทำยังไงคะ.... หนูไม่เข้าแล้วค่ะพี่หนูกลัว อ้าวจะอั้นไหวเหรอ >_< หลับตาปี๋ ทำเท่าที่จะทำได้ เราต้องใช้นานกว่าเพื่อนด้วย (เป่าอึนะ) ด่วนๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็รีบซิ่งชิ่งออกมาทันที อ่วยประสบการณ์นี้ลืมไม่ลงจริงๆ กลับกันขึ้นมาหนุ่มๆก็เอาโคมมาให้เรากลับไปให้แสงสว่างกะเต็นท์เราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.. ดึกๆหน่อย พี่เขาก็ชวนเราออกมาเข้าห้องน้ำอีก ทีนี้มีพี่เขาไม่ยอมเข้าด้วยอ่ะค่ะ แล้วเพราะว่าพอปิดไฟฉายมันก็มืดไปหมดทั้งป่า เราก็อาศัยความมืดเนี่ยแหล่ะค่ะ ฉี่กันสดๆ ตรงนั้นเลย หุหุหุ ใจกล้ามากๆ พอเช้าๆ คงรู้สึกแปลกดีพิลึกว่า ไอ้นี่เนี่ยฉันมาฉี่เหรอ นึกชอบใจความเป็นผู้ชายอยู่ลึกๆที่อยากฉี่ตรงไหนก็ฉี่ได้ทันทีเลยแฮะ.... สักพักก็ผลัดกันถือ ผลัดกันถอดเสื้อหนาว ก้มๆ ยืนๆ กันจนครบหมู่ (อ้อผู้หญิงไปฉี่กันเป็นหมู่มันมีประโยชน์ตรงนี้นี่เอง) ก็กลับเต๊นท์นอน ดึกๆ น้องบอย ลูกหาบเรา (ไม่นานนักเราก็เปลี่ยนชื่อเขาให้เป็น น้องโจอี้ บอย เรียกบ่อยๆ พี่แกก็หันด้วยแฮะ) ก็จะทำดาวลอยให้ดู ช่วงที่เราออกมานั่งร้องเพลงอยู่ข้างกองไฟ โรแมนติกซะไม่มีอ้ะ เราก็อะรายหว่า นึกว่าจะทำเหมือนโคมไฟปล่อยไฟ ประกฎว่ามันเป็นเครื่องดื่มมึนเมาชนิดหนึ่งเอาไว้แก้หนาวได้อ่ะ.... เลยบายไป พี่พี่เขาไม่ดื่ม อิฉันก็ไม่ดื่มกันอยู่แล้ว ยังเป็นเรื่องชวนหัวกันอยู่ว่า เราจะเอาดาวลอยไปทำไม เราก็อ้าวเราก็นึกว่ามันเป็นของสวยๆงามๆนิ เต็นท์ที่เรานอนกัน 5 คน ยังความทรมานมาให้เราไปจนถึงช่วงเช้า.... Jan 205 น้องบอย ลูกหาบคนเมื่อวานมาปลุกแต่เช้าบอกว่า ตี 5 จะ 6 โมงเช้าแล้ว ให้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาได้แล้ว (ผู้หญิงก็เดินไปทุ่งกัน ไม่อยากบอกเลยความมืดนี่มันช่วยได้จริงๆนะ เดินห่างกันมาไม่เยอะนักก็นั่งกันตรงนั้นเลยแหล่ะ เหอๆๆ เราก็เลยมีประสบการ์ณกลางป่ามิรู้ลืมไปกะเขาเหมือนกัน อ่วยเกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก) บอกตามตรงว่าตอนนั้นยังไม่รู้สึกว่าการมาที่ม่อนจองนี่จะดีตรงไหนเลย แต่เรามันประเภททำอะไรแล้วต้องทำให้สุดๆ ก็เลยเดินต่อไปอีกหลายกิโล เขาว่างั้น ผู้ใหญ่บางท่านบอกว่าไม่ไป ขอนอนอยู่เต็นท์ดีฝ่า เราก็เดินทีนี้ก็ถึงทางขึ้นเขา วุ้ยยยลำบากอีกแล้วค่ะเพราะเวลาขึ้นเขาเหมือนเราแบกน้ำหนักตัวเองและพาตัวเองให้ขึ้นไป อากาศข้างบนก็น้อยอยู่แล้วเลยยิ่งเหนื่อยง่ายไปใหญ่ เดิน3-4 ก้าวก็พัก ละก็ล้มลุกคลุกคลาน คลานเขาขึ้นไปที่ไหนดินลื่นๆก็ต้องพยายามใช้ไม้ค้ำยันๆ ดันตัวเองขึ้นไปให้ได้ รู้สึกภูมิใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่บากบั่นมุ่งไปสู้หลักชัยได้เป็นผลสำเร็จ เสร็จจากเขาลูกนี้ที่พิชิตได้ ดวงอาทิตย์ก็โผล่ออกมาทักทายเราหลายๆคนยังเดินตามมาไม่ถึง พอกลุ่มแรกๆขึ้นมาได้ 3-4 คน ก็ยังมีเขาลูกต่อๆไปให้เราพิชิตต่อ เราจึงเดินกันต่อ หารู้ไม่ว่าการไม่มีกล้องบางทีก็น่าเจ็บใจเหมือนกันนะ ที่ภูมิทัศน์สวยงามมากมายเราเก็บได้เพียงภาพความทรงจำติดตาเท่านั้นเอง... เดินขึ้นมาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าคือภูเขาสลับซับซ้อนมีทะเลหมอกกางกั้นระหว่างภู เมฆสีขาวนวลดูเย็นตา อากาศเย็นๆจนใครๆเผลอคิดไปว่า นี่เราอยู่สวิสหรือเมืองไทยกันแน่หนอ ไม่มีกล้อง....หันซ้ายหันขวา ตากล้องมือฉมังอยู่หลายคนเอาขาตั้งกล้องออกมาตั้ง ไหนๆก็ไหนๆแล้วคนไทยด้วยกันขอชักภาพแล้วส่งเมลล์มาหาหนูหน่อยได้ไหมคะ พอดีตากล้องเรายังเดินขึ้นมาไม่ถึงตรงนี้เลยอ่ะค่ะ.... คนไทยใจดี (อีกแล้ว) ลั่นกล้องเก็บภาพเรา แชะๆๆ พร้อมยื่นนามบัตรให้ รองผู้จัดการเชียวนะนั่น เหอๆๆ ใจดีเป็นบ้าเลย....อำลากันมาพร้อมกับเดินต่อไป สนุกสนานสวย เห็นคนมากันมากมายหลายกลุ่มยังคิดอยู่เลยว่าเขารู้จักเที่ยวดีจริง ทัวร์เขามากัน 4 วัน (ไป-กลับ 2 วันมาอยู่ม่อนจองอีก 2 วัน) ทั้งหมดราคา 4000 บาทต่อคน แพงจริงๆ ราคาเบ็ดเสร็จรวมหมดแล้ว เดินขึ้นมากลุ่มแรก ขากลับเราเดินกลับกันมาเป็นกลุ่มท้ายๆมีความสุขด้วยการถ่ายรูปกันไป กระเซ้าเย้าแย่ถึงเรื่องการนอนเต็นท์ที่ทรมานทรหดทรกรรมกันไป พร้อมเม้ากันว่า น้อง(ชื่อเรา)กะน้องมี่ ปีหน้ามาหวังว่าคงไม่ได้มาตัวคนเดียวแล้วนะคะ เหอๆๆๆๆจะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้เน้อ.... กลับกันลงมากินก๋วยเตี๋ยวมูเซอกันอีกชามละก็กลับบ้าน วิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำอาบน้ำคนแรกเลย หุหุหุ ตกกลางคืนก็มีประชุมกันว่าจะมีรายการทำอะไรบ้าง เพราะต้องมีการแจกผ้าห่มเด็ก..... ทุกอย่างก็สดจริงแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี แอบมีเหนื่อย + หนาวเล็กน้อย รองเท้าแตะที่อุตสาห์ใส่ออกมาก็อันตรธานหายไปอยู่บนดอยเรียบร้อยแล้ว...เอาน่าอย่างไรซะก็แค่รองเท้าไม่ใช่หัวใจซักกะหน่อยเน้อ กลับมาที่ห้องมือถือที่ชาร์จแบตเอาไว้ บ่งบอกว่ามีมิสคอลมา 3 มิสคอล อ้าวน้องเขานิ แอบนึกในใจไม่ได้กลับบ้านปีใหม่แหง๋เลย (แล้วก็เป็นไปดังเราคาดซะด้วย เคยเดาอะไรผิดกะใครเขาที่ไหนล่ะ) และก็นั่งเม้ากะเพื่อนๆพี่ๆเรื่องความหนาวของบ้านที่จะนอนคืนนี้กันต่อไป ว่าไมมานหนาวกว่าเต็นท์ที่เรานอนกันเมื่อคืนอีกหว่า พรุ่งนี้กลับกรุงเทพแล้ว ดีใจจังเลย เหนื่อยอดนอนมานานละ Jan 305 อาจารย์มาขอร้องให้เราไปช่วยแสดงเป็นพยานในการนมัสการย่อยๆครึ่งชั่วมองของนักศึกษาพระคริสต์ธรรม และก็ไปเยี่ยมเยียนคริสตจักร 2 คริสตจักร อยากกลับบ้านเร็วๆจัง แต่พอได้ทำงานเรื่องพระเจ้าแล้วมันรู้สึกจิตใจสงบสุขอย่างประหลาด ทางไปโบสถ์บางแห่งเป็นดินลูกรังมองออกไปเห็นต้นยูคาลิปตัสด้วย เหมือนเป็นของอยู่คู่กันเลยแฮะ..... ไปที่บางโบสถ์พวกพี่น้องที่เขาทำงานกับที่โบสถ์ก็มีอาชีพทอผ้าใจดี เอาเสื้อผ้าพื้นเมืองสีขาวสำหรับสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานออกมาให้เรากะพี่มีมี่ใส่ถ่ายรูปกันใหญ่ โอ้นะ ยังไม่ได้แต่งงานก็รู้แหล่ะแต่ทำไมต้องประกาศด้วยหว่า เขาก็บอกว่าจะได้เป็นการเปิดโอกาสตัวเองให้คนอื่นเขามาดูๆเราไง เหอๆๆ - - (น่ากลัว) สาวๆหน้าซื่อๆชาวดอย อายุ 24-25 ก็แต่งงาน ท้องโย้กันแล้วอ่ะ กลับมาดูที่ตัวเรา ยังนึกหน้าแฟนกับครอบครัวในอนาคตของตัวเองยังไม่ออกเล้ยยย คนที่นั่นเขาทักทายกันด้วยการจับมือ เหมือนธรรมเนียมฝรั่งเลยแฮะ.... หลังจากจากลากันมาก็มานั่งจับเจ่ากันอยู่ในรถ ดูคอนเสิร์ตไมโครกันอย่างเมามันในทางสายเก่าที่คดเคี้ยวของจังหวัดลำปาง ร้องกันมาตั้งแต่ ดับเครื่องชน บอกมาคำเดียว มันก็ยังงงงง รุนแรงเหลือเกิน รักปอนปอน ใจโทรมๆ รักซะให้เข็ด (อ้ะไม่มีรักซะให้เข็ดนี่ วุ้ยยยเอ๊ะหรือว่ามีหว่า) คนไม่มีสิทธิ์ อย่าดีกว่า เอาไปเลย นับว่าไมโครทำให้ทีมของเราไม่มีใครอาเจียนในช่วงทางคดเคี้ยวนี้ได้ชะงัดนัก หลายๆครั้งที่เราเผลอแอบยกมือขวาร้องเพลงดังๆออกมาสะใจดีเหมือนกัน.... เป็นเพราะรู้ว่าเธอจริงใจ ไม่เคยมีใครแบบนี้..... เอาไปเลยดวงใจเราเอาไปเลย...... เริ่มรู้สึกตัวเล็กๆแล้วว่าเราแก่แล้ว - - ขากลับรถติดยาววววววนานมาก กลับมาถึงกรุงเทพ ตี 2 ครึ่ง พรุ่งนี้ว่าจะโดดงานแต่เรามันคนดีและบ้าพอตัวอยู่นิ........ จบไดที่บ้าและยาวที่สุดในโลกแต่เพียงเท่านี้ดีก่า ง่วงเหลือเกิน สวัสดี
previous - next
|