|
2004-12-17 - 3:28 p.m.
Singapore Day 3 Backbreaker สิงคโปร์วันที่ 3 นาฬิกาปลุกอย่างไรวันนี้ก็ไม่ยอมตื่น นอนอุตุกันทั้งสองคน อากาศในห้องก็แสนจะสบาย ง่วนกับการอาบน้ำอาบท่าและขนของลงมาฝากไว้ที่ฟร้อนข้างหน้า เพราะเช็คเอ้าท์แล้ว วันนี้แนนก็จะเดินช้อปปิ้งแล้วเราก็จะไปเดินดูบ้านเมืองกันต่อเช่นเคย โดยช่วงเช้าก่อนแยกเราจะไปเดินดู โรงแรมราฟเฟิ้ลกัน โดยสัญญากันไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่า ช่วงบ่ายเราจะนัดกันที่ห้าง Seiyu เพื่อที่จะเดินทางไปดูของต่างๆบนถนน ออชาดกัน เดินกันไปถึง ราฟเฟิ้ลช้อปปิ้งอาเขต ไม่เท่าไหร่ก็หมดเวลาแล้ว ถ่ายรูปกันไปได้ไม่กี่รูป บนชั้นบนมีพิพิธภัณฑ์ให้ได้ดูกันด้วย สนุกสนานแต่ไม่มีเวลาอ่านเท่าไหร่เลย ก็มีอันต้องระเห็จกันลงมาเสียแล้ว ตั้งใจไว้ว่าจะไปหาอนุสาวรีย์ของตาลุงราฟเฟิ้ลเสียหน่อย มาวันนี้ยังไม่ได้เห็นภาพสวยๆ ทิวทัศน์งามๆของเมืองสิงคโปร์เลยซักที (หมายถึงเอาให้เหมือนในหนังสือนั่นแล) ถามทางตาลุงเฝ้าโรงแรมที่อยู่ที่ราฟเฟิ้ลแกก็บอกทางให้ แถมบอกอีกว่าหนูๆฉานออกงาน บ่าย 3 หนูกลับมาที่นี่ฉานจะพาหนูไปที่อื่นแทนนะ เหอๆๆๆๆๆ คนที่นี่ดูยังไงๆอยู่ก็ไม่รู้แฮะ เหมือนตาหนุ่มสิงคโปร์หน้าแขกที่เรากะแนนเจอที่มุสตาฟาก็อีก ใจดีเรียกแท็กซี่ให้ แต่ก่อนเรียกแท็กซี่นี่ถามเชียวนะว่าจะขับรถมาส่งให้เอาไหม อีกที่ก็ตอนไปที่เซ็นโตซ่า ชาวฟิลิปปินส์ที่นั่งโมโนเรลมาด้วยกันก็ถามที่อยู่ที่โรงแรมเราด้วย เอาเข้าไปเอาเข้าไป จะบอกว่าหน้าม่อไปหน่อยก็เกรงใจ แต่ก็งี้แหล่ะนะ ผู้ชายทั่วไป เราก็ยิ้มบอกว่า โน! อย่างขันแข็ง ถ่ายรูปลุงแกมาแช๊ะนึงเดี๋ยวเอาลงอัลบั้มแล้วมีแฉกันให้ดูแน่นอน อดใจรอก่อนนะคับทั่นผู้ชม ยังไม่ได้นอนเต็มอิ่มเสียที ขอนอนเต็มอิ่มแบบไม่มีฝันเสียหน่อยนา เดินไปตามแผนที่ ก็ไม่เจออะไร แต่เท่าที่รู้ต้องกลับไปใกล้ๆกับ เมอร์ไลอ้อนพาร์คตรงนั้นเหมือนเมื่อคืนแน่นอน สักพักเห็นผู้หญิงตรงหน้าก็ถามเขา เอ็กซ์คิ้วมี หนูต้องการไปอนุสาวรีย์ต้องไปทางไหนคะ ผู้หญิงคนนั้นดูหน้าเราแป๊บนึงก่อนพูดสำเนียงคุ้นเคยว่า น้องเป็นคนไทยเหรอคะ เราก็อ้าวค่ะพี่ พี่เขาก็บอกว่าอยู่ตรงโน้นแน่ะ ลองเดินลงไปดู พี่ก็เพิ่งมาที่นี่เหมือนกันไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ หาหาดูเอาเน้อ แล้วก็แยกจากกันมาพร้อมรอยยิ้ม เราไหว้พี่เขาไป 1 ที ชอบจริงๆ เอกลักษณ์ชาติไทยมีมากมาย และการไหว้ก็มีที่เดียวในโลก (ไหว้ที่ไม่เหมือนประนมมือแบบอินเดียน่ะนะ) ข้าวไทย ตุ๊กๆไทย งานศิลปะพื้นบ้าน พื้นเมือง ผ้าไหมไทย งานจักสารไทย วุ้ยจารนัยไม่มีหมด สักพักก็เดินข้ามถนนมา เริ่มเจอวิวที่เห็นกันตามหน้าหนังสือท่องเที่ยวแล้ว เย่เย้ ดีใจเป็นล้นพ้น เนื้อเต้น วิวมุมนี้สวยกว่าทางฝากโน้นจริงๆด้วยซิ และแล้วก็ได้เจอกับอนุสาวรีย์ตาลุงราฟเฟิ้ลกันเสียที ชักภาพกะเขาพอเป็นพิธี เพราะไม่อยากเสียเวลามากมาย เลยเดินต่อไป ใกล้ๆกันมีพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า ACM ย่อมาจาก Asia Civilisation Museum กระมัง ถ้าจำไม่ผิด เดินเข้าไปอีกสักนิด ก็ได้ยินภาษาอังกฤษลอยมากระทบหูแว่วๆได้ใจความว่า Hey guys what time is it now? เป่า พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารแถวนั้นเขาคุยกันเอง แหมจะคุยกะอิฉันทำไมไม่พูดตรงๆล่ะเจ้าคะ ก็พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งทุกที่ในเมืองสิงคโปร์เนี่ย มาน เปิดวันจันทร์ช่วงบ่ายกันทั้งน้านนนนนนเลย แว้ก ตอนนั้นอิฉันก็ยังไม่รู้สึกตัว เข้าไปไม่ถึงข้างในถ่ายรูปไว้ข้างนอกก็ยังดี ว่าแล้วก็เดินทางต่อมาทาง Fullerton โรงแรมหรูหรา 5 ดาว ฝั่งตรงข้ามก็ Merlion Park ที่ไม่มีทางข้ามถนน คนสิงคโปร์มักให้เราไปเดินข้ามถนนจากทางเดินในห้าง ที่มีทั้ง MRT และห้างสรรพสินค้าอยู่ทั่วไป มุดลงไปก็ใช้เป็นทางข้ามถนนได้โดยปริยาย ที่นี่ก็เหมือนกัน ไม่แน่ใจนัก แต่ต้องลองเสี่ยงดู น่าคนสิงคโปร์น่าจะฉลาดนะ ว่าแล้วก็ฉลาดจริงๆด้วยซิ ลงไปมีทางข้ามจริงๆ เดินไปตามทางหรูหราและแผ่นป้ายโฆษณาที่น่าตื่นตาตื่นใจ พอสนุกสนาน พอขึ้นมาแล้วก็มองเห็น สิงโตหัวเป็นสิงตัวเป็นปลากำลังพ่นน้ำท้าแสงแดดอยู่ไกลๆ ใกล้ๆกันนั้นมีคนนั่งแต่งหน้ากันอยู่ เรามองคนกลุ่มนั้นกันอย่างงง งง สักพักก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาคุ้นเคย อ่าพี่อ้วนอาร์มแชร์ หนุ่มในฝันของแนนนี่เองนี่หว่า เราทำทีเป็นไม่สนใจ เดินไปถ่ายเมอร์ไลอ้อนกลางแดด 1 แชะแล้วก็ เอาวะ ไหนไหนก็มาแล้ว จะเลยไปเลยก็ใช่ที่ พระเจ้าคงส่งเรามาให้เจอกันแล้วละพี่อ้วนนะพี่อ้วน ขอถ่ายรูปหน่อยได้ไหมคะ พอดีวันนี้เพื่อนที่ชอบพี่มานไปช้อปปิ้งเลยไม่ได้มาด้วยกันอ่ะค่ะ พี่พี่ทีมงาน อายุประมาณเดียวกันกะเราก็ใจดี มาถ่ายรูปให้ แล้วสักพักก็บอกว่า ให้ทำงานแลกเปลี่ยนหน่อย โดยถามอย่างมีมารยาทว่า น้องคับ พอจะมีเวลาไหมคับ พี่ขอสัมภาษณ์น้องไปลงหนังสือหน่อย หนังสืออะไรเหรอคะ เอาเลยค่ะพี่ ใครอยากรู้ว่าตอบไรไปบ้างคงต้องไปซื้อหนังสือเล่มนี้ของเขากันแล้วละนะ คาดว่าคงจะเป็นหน้าปกพี่อ้วนเนี่ยแหล่ะ ถ้าเขาเอาลงจริงๆอ่ะนะ พอสัมภาษณ์จบ พี่คนสัมภาษณ์ซึ่งท่าทางคุยถูกชะตากะเราก็มาคุยต่อเหมือนประมาณว่า คิดเรื่องประเทศนี้เหมือนกันเลยน้อง เราก็เออใช่มะพี่ มันเป็นแบบนี้ๆๆ อ่ะ ด้วยเวลาที่จำกัด พี่เขามาขอถ่ายภาพนิ่ง 1 ที แอบถอดหมวกด้วย ตาก็ปิดกันพอดีอ่ะจิ >_< ไปทำให้พี่เขาฮาฮากันเป็นกระษัย ก็ขอตัวลาก่อนดีกั่วเดี๋ยวจะปล่อยความโก๊ะให้เขาเห็นกันอีก มาคนเดียวไม่มีพรรคพวกมาด้วยเดี๋ยวจะไม่งาม อย่างไรก็ดีหลังจากแยกจากพี่เขามาก็เดินจนเมื่อยน่องอีกทีเพื่อจะไป พิพิธภัณฑ์ซึ่งมานปิดปรับปรุงอยู่จึงย้ายมาอยู่ตรงชั้น 3 แถวๆ Boat Quay ลงทุนนั่งแท็กซี่มาเพื่อจะได้ทันเวลานัดกับแนน แต่ปรากฎว่ามานปิดค่ะ T-T เสียดายจัง อยากดูอยากเข้า แต่ปิด วันจันทร์ก่อนบ่ายโมง ไม่มีที่ไหนเปิดกันเลย หาแท็กซี่กลับ Bugis ก็ยาก แต่ก็ต้องทน เดินๆๆ ดุ่มๆๆ เอาแท็กซี่กลับ เพื่อให้ทันเวลานัด แม่เจ้าประคุณเพื่อนอิฉันก็ช้อปซะจนถุงเยอะแยะไปหมด แถมเอานาฬิกาที่ได้ต่อราคาและสวยออกมาอวดอีกแน่ะ สักพักเราก็บอกมานว่า แนนเรามีเรื่องจะบอก แล้วก็เอา น้องดิจิมาเปิดรูปเรากะพี่อ้วนให้แนนดู สักพัก สติแนนก็ขาดผึง เรียกแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ Merlion Park ทันใด ฮั่นแน่พี่พี่เขายังถ่ายรูปกันอยู่ตรงนี้นี่เอง หลังจากถ่ายรูปกะพี่อ้วนไปหลายร้อยแอ็กชั่นจนหนำใจเพื่อนเรา ก็แยกจากพี่อ้วนมา มุ่งสู่ ออชาด ซึ่งเราไปดูของถูกๆกันที่ Lucky Plaza นอกนั้นห้างอื่นอย่าได้แหยมเข้าไปเชียว เหอๆๆ อยากมีเวลาช้อปเยอะกว่านี้จังน๊า และแล้วก็ต้องรีบเร่งนั่ง MRT กลับ Bugis แต่สงสัยจะตกเครื่องกันก็คราวนี้ พอมาถึงปุ๊บ ปีเตอร์ ซังก็มารอเราอยู่หน้าโรงแรมเป็นที่เรียบร้อย ก็เลยเกิดการโกลาหลอลหม่านกันย่อมๆที่ โรงแรมแห่งนี้ในการทยอยกระเป๋า 2 สาวรวมทั้งถุงช้อปทั้งหลายแหล่พร้อมเอาไปใส่รถปีเตอร์ แล้วรถคันนั้นก็มุ่งหน้าตรงสู่ Chagi Airport ทันใด เห็นไหม เร่งรีบกันจนหยดสุดท้ายเลย เมื่อถึงสนามบินก็จวนเจียนจะได้เวลาเครื่องออกแล้ว เราก็ต้องเอาของที่ซื้อกันมายัดใส่กระเป๋าเพราะไม่เช่นนั้นจะมีของอยู่มากมายหลายถุง เราก็ส่งของแนนให้มันเอาไปยัดใส่กระเป๋า รวมทั้งนาฬิกาของรักของหวงมันด้วย มันก็บอกว่าเอาวางไว้ก่อน เพราะมันจะหิ้วขึ้นเครื่อง เราก็รับเอามาวางไว้บนรถเข็นกระเป๋าอย่างรวดเร็ว พอช่วยกันเอาของยัดเข้ากระเป๋าแนนได้สักพักเราก็เอาของของเราขนไปที่หน้าเค้าเตอร์ยังไม่ทันจะหันมาดูแนน แนนก็เอาของมันวิ่งมาที่เค้าเตอร์ตามมาเรียบร้อย (อ๊ะๆๆๆ 2 สาวเธอลืมอะไรกันหรือเปล่า) พูดคุยกันอยู่ที่เค้าเตอร์สักพักก็ต้องรีบเอา Ez Link การ์ดที่เติมเงินกันไปมาเอาเงินมัดจำบัตรคืน เราก็วิ่งโร่ไปที่ เทอร์มินัล 2 แล้วก็ไปเอาเงินแล้วก็กลับมาที่เทอร์มินัล 1 อย่างเร็วรี่ ระหว่างทางกลับ ก็ดีใจได้เงินกลับคืนมาประมาณคนละ 10SGD แต่แอ๊ะแก นาฬิกาแกเอาใส่กระเป๋ายังอ่า ค้นๆรื้อๆในถุง ยัง ! อ้าวววว สงสัยลืมไม่ได้เก็บออกไปจากรถเข็นแน่เลย วิ่งโกยแน่บกันออกมาเพื่อจะได้รู้ว่ารถคันนั้นได้อัตรธานหายไปไหนเสียสิ้นแล้วไม่รู้ ทำไมสิงคโปร์เป็นแบบนี้ กรี๊ดๆๆ น่ากลัวมากๆเลย เลยเดินคอตกเข้ามาในส่วนในของสนามบินอย่างช่วยไม่ได้ สรุปความซวยของแนนมีมากมายในทริปนี้ เริ่มกันมาตั้งแต่กระเป๋าตังหาย ขาแว่นหัก ที่ช้อปปิ้งปิดโดยที่ยังไม่ทันเดินเลย หกล้มเข่าแตก นาฬิกาหาย กระเป๋าขาด มานมีอะไรดีมั่งไหมเนี่ยมาทริปนี้ นอกจากพี่อ้วนเนี่ยหือ เอาเป็นว่ามาเปลี่ยนเป็นเรา ให้เรายอมแลกความซวยในทริปเพื่อเจอคนที่เรารัก ในประเทศนั้น เรายอมนะ เรายอมจริงๆ กลับมาเราฝันวนเวียนเรื่องเขาบ่อยๆ ฝันว่าเจอเขาตรงสะพานข้ามจะไปดูเมอร์ไลอ้อนบ้าง ฝันว่าเขาเลิกกับคนนั้นแล้วบ้าง ท่าจะเป็นเอามาก เพราะหมู่นี้เขาเล่นแปลกๆบ่อยๆ แค่ได้ใช้เวลา 1 วันดีดีกับเขา เราคงมีความสุขไปอีกนานแสนนานเลย เรายอมแลกนะ แล้วเราก็คุยกันเรื่องทริปทั้งหมดที่เรามากันที่สิงคโปร์และความเกรงใจของเราสองคน แทนที่เราสองคนจะได้ไปเดิน ซันเทคกันแต่กลับต้องมาเดินออชาด เพราะเกรงใจอีกฝ่ายนึงว่ามันคงอยากเที่ยวที่นี่มากกว่า เปิดใจกันเรื่องโน้นเรื่องนี่ เราว่าแนนมันเป็นคน EQ ดีอ่ะ มันเสียใจแต่เก็บไว้เป็น ไม่ได้ฟูมฟายมากมาย และย้ำคิดย้ำทำมาก แต่เรารู้ว่ามันคิดข้างใน แต่เพื่อคนอื่นจะได้ไม่เป็นห่วงมัน และเพื่อคนอื่นจะได้ไม่คิดมากอะไรอีกต่อไป ข้างนอกมันก็เลยเหมือนเฉยๆ แกร่งๆ กุอยู่ได้ ของมันไป วุ้ย จะเทรนมันซะหน่อยให้มีมารยาหญิงบ้าง มันก็บอกว่ามันทำไม่ได้ เฉ้ย ไปสิงคโปร์คราวนี้เรากล้องเจ๊งไป 1 ตัว และก็ไม่ได้ซื้อของอะไรกลับมา ขาเดี้ยงไป 2 วัน แถมยังไม่ได้ไปดู พิพิธภัณฑ์อีก หวังว่าคุณๆคงจะทราบกันแล้วล่ะนะว่า เราคิดจะกลับไปยังประเทศนี้อีกไหม เหอๆๆ
|