Get your own
 diary at DiaryLand.com! contact me older entries newest entry

2004-12-16 - 2:11 p.m.


SQ-Day2

Singapore Day 2 – Advanture

สิงคโปร์วันที่ 2

เมื่อคืนหลับไปโดยที่คิดถึงเจ้าปลาน้อยตัวนึงที่อยู่ในอ่างที่สามารถใช้มือลงไปสัมผัสกะปลาได้ เรากะแนนก็วิ่งรี่เข้าไปจับปลากระเบนบ้าง ปลาดาวมั่ง แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งช้อนปลามาได้ แล้วก็เอาขึ้นมาจากบ่อ ปลาน้อยหายใจติดขัด หอบดัง แฮ่ก แฮ่ก ทำปากพะงาบๆ ชีวิตอยู่ในกำมือมนุษย์ผู้ไม่น่าไว้ใจ สักพักมันก็ร้องดัง แอะอีกที เห็นแล้วน่าสงสารปนน่าสังเวชใจ ขณะนั้นเรากะแนนก็ไปขอเขาจับปลาน้อยเช่นกันเนื่องจากอยากลองดู แต่ไม่คิดว่าเขาจะช้อนเจ้าปลาขึ้นมาอย่างนั้น เลยจับมือเขาให้ปล่อยมันไปดีกว่า.... สงสารเจ้าปลาที่ไม่ได้ออกไปไหน และต้องทนให้มือหลายๆมือมาจับเจ้าโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้านี่อยู่ผิดที่ผิดทางโดยแท้

ปลามันจะมีชีวิตจิตใจ คิดได้ ฝันได้ พูดภาษาปลาสื่อสารกันเองได้เหมือนคนไหมนะ

ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับคิดในใจ ขอต่ออีกหน่อยน่า ของต่ออีกนิดน่า แล้วก็ต้องสมยอมเดินไปที่ห้องน้ำอย่างเร็วรี่กลับมาอีกที ถึงได้รู้ว่า โทรศัพท์มือถือที่เปิดไว้ตอนช่วงกลางคืนเพราะต้องการเปิดนาฬิกาปลุก ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยโดยการที่มีเสียงเรียกเข้า 1 สาย.....

หนูอยู่สิงคโปร์ค่ะ พอดีได้โบนัสก็เลยมาเที่ยวที่นี่ ก็เห็นป้ายุ่งๆนี่คะ เอาไว้ปีหน้าละกันค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาเที่ยว

กรอกเสียงไปตามสายเพื่อไม่ให้ปลายสายเป็นห่วงมากนัก

คิดกันไปว่าจะไปเที่ยวที่ไหน โดยที่วันนี้บอกแนนว่า ขอร้องให้กลับไปดูปลาโลมากันอีกรอบหน่อยนา เราอยากดู แนนใจดีตอบตกลง วันนี้จึงมีโปรแกรมเช่นนี้คือ เดินเล่นที่ตลาดแถวบ้าน ช้อปปิ้ง ไปดูปลาโลมา กลับมาที่ simlim และไปสุดท้ายที่ suntec city และช่วงหลังจาก suntec city แล้วจะกลับไป มุสตาฟา ต่อกันอีกรอบก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะที่นั่นเปิดตลอด 24 ชม.

ตื่นเสียสาย เสียเวลาเดินไปกลับกับร้านเน็ทอยู่ชั่วโมงกว่าเพื่อที่จะรับรู้ว่า เราถ่ายโอนข้อมูลจาก เมมโมรี่สติ๊กไปไหนไม่ได้เลย แล้วจะถ่ายรูปได้ไง จะเห็นว่าการถ่ายรูปนี่เป็นงานหลักของการไปสิงคโปร์ครั้งนี้จริงๆ

จึงไปเดินดูของกัน ตลาดนัดเขาเหมือนซอยสำเพ็งเลย มีของให้ดูมากมาย แต่ก็อย่างว่า ส่วนใหญ่เมืองไทยสวยกว่าและถูกกว่าเป็นไหนๆ แต่ตาดีได้ตาร้ายเสียค่ะ เพราะว่าของดีดี ราคาถูกๆก็มีถ้าเดินเลือกหาดีดี อาเจ็ก อากง อาม่าที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้สบายมาก แต่สำเนียงสิงคโปร์นะคะ เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็บ่ายโมงแล้วสิเนี่ย มุ่งหน้าขึ้นรถเมลล์ต่อไปยัง Dolphin Lagoon ทันใด

ที่ป้ายจอดรถเมลล์วันอาทิตย์เช่นนี้ คนรอบกายใยมีแต่อาม่า อากงเต็มไปหมด แนนหันรีหันขวางแล้วก็หันไปคุยภาษาอังกฤษกะอาเจ็กท่านหนึ่งเข้า เพื่อถามสายรถ อาเจ็กแกก็บอกมา และเราก็ขึ้นรถเมลล์สายนั้นไปทันใด โดยที่บัตร Ez Link ที่เราซื้อจะต้องเอาไปแสกนหน้ารถตอนขึ้นรถ และหลังลงจากรถเพื่อตัดเงินจากในบัตร แต่มางวดนี้ พี่ไทยขอขี้โกงสิงคโปร์หน่อยเถอะเจ้าค่ะ (ความสามารถเฉพาะตัวโปรดอย่าเลียนแบบ) เราสองสาวก็เดินดุ่มๆกันขึ้นมาความที่คนเยอะ ก็เลยไม่มีใครสนใจใคร และอีกอย่างเขาไม่มีการมาตรวจด้วยอ่ะค่ะว่าใครขึ้นแล้วแสกนไม่แสกน ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองอยู่แล้วนิ

พอขึ้นรถมาถึงได้รู้ว่า ที่แนนเลือกอาเจ็กถามคนนั้นก็เพราะว่า แนนเล็งๆ มือถือพี่เขาที่เหน็บเอวอยู่ ว่าเป็นรุ่นใหม่ ที่เสียบหูเป็นบลูทูชซะด้วย น่าจะมีความรู้พอที่เราจะถามไถ่เรื่องทางได้ ตอนนี้เราก็แอบอึ้งปนทึ่งเล็กน้อยว่า ไอ้ที่เสียบอยู่ที่หูเขาคือ บลูทูช หรือนั่น นึกว่าเป็นเครื่องที่เอาไว้ช่วยฟังสำหรับคนแก่ซะอีก อย่างว่า บลูทูช เมืองไทยดูรูปร่างสวยกว่า เฉี่ยวกว่าเป็นกองเลย บลูทูชเขาเหมือนเครื่องช่วยฟังจริงๆนะเออ (เค้าเป่าหลังเขานะ) บอกแนนทีมานฮาก๊ากเรย เวงจิง - -“

การถามทางที่นี่เป็นเรื่องสนุกสนานของเราสองสาวมาก ตอนแรกก็ไม่กล้าถามทางหรอก แต่ไม่อยากนั่งแท็กซี่ก็ต้องใช้พวก Plublic transportation เอานิ นอกจากเราจะต้องเลือกคนถามให้ดีแล้ว เราจะต้องดูออฟชั่นเสริมอื่นๆด้วย คือบางคนเราเข้าไปถาม ถามแล้วเขาไม่รู้เรื่องก็มีบ่อยไป ถ้าถามแล้วเขารู้เรื่องตอบได้นั่นคือสวรรค์เลยล่ะ....

แล้วเราก็ลงที่ เซนโตซ่าเช่นเคย ก่อนลงรถเมลล์ ก็เหลือเรากะแนนแค่ 2 คนปลายสายแล้ว เราลงโดยที่เราไม่ได้แสกนบัตรออกเช่นเคย กลัวก็กลัวว่าเขาจะลงมาจับเรา 2 คนกันหรือเปล่า แต่ก็เปล่า โฮ่ ขอบคุณพระเจ้า....รอดไป 1 ที พอนั่งรถเมลล์เข้าเซนโตซ่า ก็ต้องเสียค่าเหยียบเกาะเหมือนเมื่อวาน แต่ขอโทษครั้งนี้ใครจะยอมเสีย พอลงจากรถปุ๊บก็จะบอกแนนว่าให้เดินไปขึ้น โมโนเรลกันเลย เพราะเขาไม่มีการตรวจบัตรแล้ว แต่พนักงานก็เต็มทุกทิศทุกทางแต่ก็เห็นคนเริ่มทยอยกันไปซื้อตั๋วแล้วก็เดินเข้าไปรอรถที่จะวนไปรอบเกาะแล้ว เราก็เลยเอาบัตรเก่าของเราเมื่อวานไปยื่นให้เขานี่แหล่ะ เขาก็ยอมให้เราผ่านไปแต่โดยดี เป็นการโกงเอาหน้าซื่อๆ เอ้ยด้านๆ ของ 2 สาวอีกแร้วคั่บทั่น

ทีนี้มาวันที่ 2 เราก็ชินแล้วซิ รู้เรื่องรู้จักทางกันแล้วว่าจะไปยังไง ออกยังไง นั่งโมโนเรล ชมทิวทัศน์ไปได้สักพัก ฝนก็ตกลงมาหนักปานกลาง โมโนเรลผ่านชายหาดเทียมก็เห็นคนเข้าไปหลบที่ร่มกันเป็นแถวเชียว (ชายหาดเทียมคือที่ที่คนสิงคโปร์สร้างขึ้นมาเองเพราะว่าที่นี่เขาไม่มีชายหาด เลยสร้างมันเองเอาซะเลย มีทรายจริง มีทะเลจริง มีต้นมะพร้าวจริง แต่เอามาลงมิใช่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ) ชายหาดเทียมนี่เรามักจะเห็นชายหนุ่ม หญิงสาว แต่ตัว สวยๆเท่ๆ บิกีนี น่ารักๆ มากันเป็นคู่ๆประจำ โรแมนติกน่าดู ถึงแม้ว่าจะเป็นหาดเทียมก็เถอะ แต่เขาก็เอาทุกอย่างที่ชายหาดจะมีเอามาตั้งไว้ เช่นวอลเล่บอลชายหาด ต้นมะพร้าว ซุ้มที่บังฝนเป็นทางมะพร้าว หรือแม้แต่ที่อาบน้ำจืดแบบสระว่ายน้ำ ดูๆไปก็คิดถึงตุ๊กตาบาร์บี้เลยนะ ที่อยากจะทำอะไรให้ประชาชนก็ทำได้ ใส่สภาพแวดล้อมดีดีเข้าไป นี่ล่ะที่เราคิดว่าสิงคโปร์เป็นชาติแบบนั้น ความที่ประเทศเขาเล็กด้วยกระมัง การจะควบคุมหรือทำอะไรก็ง่ายกว่าที่อื่นๆ

Dolphin Lagoon เราพลาดการแสดงรอบแรกไปแล้ว ช่วงบ่ายโมงครึ่งเพราะมัวแต่ช้อปปิ้งกันเมื่อเช้า เราไปถึงบ่ายสองครึ่งในขณะที่การแสดงรอบต่อไปคือรอบบ่าย 3 ครึ่ง นั่นหมายความว่าเราต้องนั่งแกร่วรอไปประมาณ 1 ชม.เต็มๆ อาหารร้อนก็ร้อน หลังฝนตก การรอคอยที่ทรมานก็จบลง เนื้อตัวเกือบเกรียมเป็นหมูแดดเดียว เนื่องมาจากแดดที่นั่นทั้งแรงทั้งร้อน แต่พอน้องปลาโลมาจะออกมาให้เราเชยชม แดดก็ร่ม ลมก็ตกทันใด เป็นสัญญาณของฝนจะมา เพราะฟ้าจะร้องครืนๆให้ได้ยินกันเป็นระยะๆ

น้องปลาโลมาน่ารักมากมาย เราเคยไปดูแล้วตอนเด็กๆ แต่ว่าตอนโตแล้วยังไม่เคยเลย อ่านหนังสือเรื่องที่ควรจะทำก่อนตายมีอะไรบ้างเนี่ย อันดับ 1 คือการได้ร่วมว่ายน้ำไปกับปลาโลมาด้วยนะ ปลาโลมาน่ารัก ฉลาด ดูไปก็กรี๊ดกร๊าดกันไป มีปลาโลมาสีชมพูด้วย ถ่ายรูปไม่ทันจุใจ ฝนจะตกก็ต้องรีบจรจาก เกาะเซนโตซ่า มุ่งหน้าสู่ simlim ต่อไป เดินลงจากรถเมลล์ที่แน่นมากมาย ได้กลิ่นบุหรี่และไอแดดจากไปดูปลาโลมาเมื่อกี๊ ประกอบกับนอนน้อยมากมายเมื่อคืนเลยบอกแนนว่า ตรูปวดหัวว่ะ

แล้วก็เดินหา simlim หรือตึกที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ขายคล้ายพันทิพย์บ้านเราทันที ในที่สุดก็เดินหาเจอ เดินวนไปวนมา ถามราคาของไปมา แนนบอกว่าราคาของถูกกว่าที่เมืองไทยประมาณ พันกว่ามัน ก็ดีเหมือนกันนะ แต่พอคิดไปคิดมา คิดค่าหิ้ว + ค่าเครื่อง + ค่าแท็กซี่กลับก็พอดีกับการออกไปซื้อที่พันทิพย์นั่นแหล่ะเน้อ ขอย้ำของไทยดีก่า ได้อุดหนุนคนไทยด้วย อิอิอิ แนนก็เลยเดินแป๊บเดียวซึ่งแนนบอกว่าเป็นครั้งที่เดินน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ของการมาเดินที่ simlim นี่

ออกจาก simlim ก็กลับไปหาอาหารลงท้องต่อ มือนี้ได้กินข้าวมันไก่แล้ว เย่โย่ ข้าวมันไก่มีคิวยาวนาน แต่ลูกมือของเขาท่าทางเหมือนโจซิงฉือ กำลังวาดลวดลายเอาข้าวใส่จาน ส่งให้พ่อครัว พร้อมกันนั้นก็ไปตักน้ำซุปอย่างเร็วรี่คล่องแคล่ว รับส่งเงินทอน รับออเดอร์ถัดไปได้อย่างชำนาญประหนึ่งว่ากำลังดูหนังจีนกำลังภายในอย่างไงอย่างงั้น ไม่นานนักก็สำรวจหน้าตาร้านคา โอ้ ได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วยอีกตะหากแน่ะ มั่นใจได้แน่นอนว่าอร่อย หุหุหุ กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ก็ถึงเวลาสั่ง แอบได้ยินเขาเรียกเราว่า หมวยๆ อะไรซักอย่างด้วยแหล่ะเป็นภาษาจีน เราก็ยิ้มๆ ไป ตอบเป็นภาษาอังกฤษพร้อมชี้ไปที่รูปกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจเราอย่างแรง

เรื่องเดียวของชาวสิงคโปร์คือว่าเราไม่รู้ว่าเขาเข้าใจที่เราพูดไหม เพราะหลายต่อหลายครั้งบางทีเราถามอะไรไปเขาก็ตอบอะไรไม่รู้กลับมา ไม่รู้เราถามห่วยหรือว่าเขาใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ยอดแย่มากก็ไม่รู้แฮะ คนขายพยักหน้ารับทราบพร้อมประกอบกรรมวิธีกำลังภายในกับไก่จานต่อไป แนนมาแล้วและก็หาที่นั่งกันแถวๆนั้น ที่นั้นเป็นฟู้ดเซ็นเตอร์เพราะฉะนั้น เวลาเย็นโพล้เพล้ วันอาทิตย์เช่นนี้ คนย่อมมากมายเป็นของธรรมดา ที่นั่งหายาก มากมาย หันกลับมาอีกที พ่อหนุ่มกังฟูจัดการของทุกอย่างรวมทั้งน้ำจิ้มที่เราตักเมื่อครู่ลงไปในถาดพร้อมให้เราหยิบกลับไปที่โต๊ะได้ทันที เร็วซ้า พอจะออกมา ก็มีคุณยายอาม่าแก่ๆถามเราด้วยภาษาจีนชี้มาที่อาหารเรา ไม่รู้ว่าแกพยายามจะพูดอะไร เราก็เลยชี้ไปที่รูปหน้าตาอาหารที่หน้าร้านพร้อมบอกเป็นภาษาอังกฤษกับแก....

ไม่นานนักเราก็ย้ายที่มานั่งกับ สองสามีภรรยาที่ทำงานกับแอมเวย์ที่สิงคโปร์นี้ กินกันไปได้ไม่นาน แกก็ถามว่าเราไป ออชาดหรือยัง เราก็บอกว่ายัง แกบอกว่าเราควรจะไป เพราะว่าไฟสวยมากมาย เราก็ตาลุกเป็นไฟเนื่องมาจาก วันพรุ่งนี้เรากลับกันบ่ายๆ คงไม่ได้เห็นไฟแน่นอน หันไปถามแนน ไปออชาด กันไหม แนนตอบกลับมาว่า เออเราแยกกันเดินก็ได้นะ เพราะว่าแนนอยากไปดูของที่ suntec ตามตารางที่ว่ากันเอาไว้ suntec ปิดประมาณ 3 ทุ่มตามเวลาห้างทั่วไป เราก็เลยได้แยกกันกับแนน โดยนัดหมายกันไม่เป็นที่เรียบร้อยดี

เข้าใจอ่ะนะว่าความต้องการต่างกันมากมาย เราอยากเดินดูบ้านเมือง แนนอยากเดินดูของ แยกกันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า....

ก็คงต้องเดินทางด้วย MRT เดินไปที่ช่องขายตั๋วดูซิว่าบัตร Ez link จะมีตังเหลือพอไปที่ ออชาด ได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่า ได้ผ่านซิตี้ฮอล แล้วก็ไปลงที่ ออชาดได้เลย เราก็เลยบอกว่า งั้นถ้าเราไปออชาด แล้วค่อยกลับมาซิตีฮอลดีไหม หรือว่าไปซิตี้ฮอลแล้วเดินไปออชาดดี เขาก็แนะนำว่า ให้เราไปซิตี้ฮอลจะดีกว่า

เราก็ต้องเชื่อคนสิงคโปร์ไว้ก่อนลงซิตี้ฮอลแล้วก็ไป suntec city ก่อน เพราะเราก็อยากดูน้ำพุที่ใหญ่โต อลังการอยู่หน้า suntec city, suntec city มีอยู่ด้วยกัน 4 ตึกเป็นรูปนิ้วเลย เหมือนเป็นนิ้วมือทั้ง 4 และตรงกลางเป็น น้ำพุแห่งความมั่งคั่งพอไปถึงก็พอดีเป็นเวลาที่มีการแสดงน้ำพุเต้นระบำกันนั่นเอง ขอบคุณพระเจ้าอีกแร้ว ทุกอย่างแสงสี สวยงามประทับใจมาก มองไปข้างตัวไม่มีใครอยู่ด้วยสักคน เหงาจังแฮะ น่าจะได้มานั่งจับมือดูน้ำพุสวยๆด้วยกันที่นี่เนาะ นึกหน้าใครสักคนก็ไม่ออก ฝนก็กระหน่ำตกลงมาไม่ขาดสาย เลยต้องยอมแพ้เดินเข้ามาในตึกเพื่อกลับไปที่แหล่งเดิม ใจคิดจะกลับไปออชาด แต่ไปไงมาไงไม่ทราบได้ มองไปเห็นเสาที่ระลึกของสงครามโลกซะก่อน ก็เลยลงเดินหาที่ถ่ายรูปอีกแล้วคับทั่น

ก็ออกมาถ่ายรูปแล้วก็เดินหลงทางกลับมาที่ข้างๆตึก suntec city อีกแล้ว เดินกลับไปอีกที ที่นี้มาอยู่ที่ข้างหลังโรงแรม Raffle ซึ่งเป็นเขต shopping ไอ้เราก็ว๊าไหนไหนก็มาแล้ว ไหนลองไปหาหน้าโรงแรมซะหน่อยดีกว่าน่า ก็เลยเดินอ้อมไปจนเจอหน้าโรงแรม ไกลไม่ใช่เล่น ....ตกกระไดพลอยกระโจนมาอยู่ที่หน้าโรงแรง ราฟเฟิ้ลแล้ว มองไปมองมาคิดในใจว่าจะไปไหนต่อดีก็ให้เห็นตึกหนาวทุเรียนอยู่ไกลๆ เป็น art museum ก็เลยตัดใจ ไงไง แสงไฟที่ออชาดก็เปิดทั้งคืนน่า ตกกระไดพลอยกระโจนกันอีกหน เดินมุ่งหน้าสู่ ตึกหนามทุเรียนทันใด ใจง่ายจริงๆเรา
เดินไปได้สักพัก พึ่งขาตัวเองเสียมากมาย เริ่มเมื่อยขาแล้ว แต่วิญญาณแห่งการผจญภัยเพิ่งจะเริ่มต้น มองไปข้างหน้าแล้วก็กรี๊ดดดดดดด เห็นน้องเมอร์ไลอ้อนพ่นน้ำอยู่ข้างหน้านี่เอง ตายล่ะนี่เดินวนวน มั่วๆมาไม่คิดว่าจะเจอกันเลยยยยยย เราอยู่ฝั่ง art museum ตึกหนามทุเรียน เป็นฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับ Merlion Park ที่มีสะพานกั้นกลาง มองเห็นโรงแรมตรงหน้าคือ Fullerton ที่แสนจะหรูหรา ประโคมแสงไฟเสียงดงามไปหมด

ตื่นเต้น แล้วก็ค่อยมาเริ่มเดินสำรวจ Art Museum กันก่อนดีก่า เดินกันไปได้สักพักก็เจอกับคุณลุงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เค้าเตอร์ ข้างหน้ามีกล่องเขียนเอาไว้ว่า ให้ใส่ความปรารถนาของปีหน้าเอาไว้ในกล่องนี้ ในนั้นไม่ได้มีเขียนราคาเอาไว้ เอาเป็นว่ารายการนี้ฟรีชัวร์ เราจึงไปหาคุณลุงแล้วเขียนความปรารถนาปี 2005 เอาไว้ ด้วยภาษาไทยและหย่อนมันลงไปในกล่องอย่างเร็วรี่ คุณลุงบอกขอบคุณ และไม่นานนักก็มีคนสนใจคนอื่นๆเข้ามาเขียนกันบ้างแล้ว อิอิกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราเป็นผู้นำเทรนด์อีกแร้วคับทั่น

พอและ เราจะไปดู Merlion Park กันแล้ว ว่าแล้วก็เดินข้ามสะพานอย่างรวดเร็ว ข้างหน้าข้างหลังมีทั้งนักท่องเที่ยวและคนสิงคโปร์ออกมาดูแสงสีกันเป็นแถว เราเดินดุ่มๆอยู่คนเดียว เหงาจัง พลันคิดว่า แนนจะช้อปปิ้งสนุกไหมน้า ดูของคนเดียวจะสนุกเหรอ ง่า....น่าจะมาอยู่ด้วยกันตรงนี้

แล้วก็มองเห็นตึกรัฐสภาและโบสถ์ St.Andrew ช่วงกลางคืนอีกด้วย....... เดินจนขาขวิดขาเดี้ยงกันเลยล่ะตอนนั้น

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแล้วก็เดินมาถึงพอดี ชักภาพพอเป็นพิธีแล้วก็เดินต่อไป ขาล้าเหลือเกิน เดินหลงไปหลงมา วนไปวนมาอยู่ 2-3 ที แล้วก็พาสังขาร ขาโทรมๆของตัวเองกลับมาอยู่ที่ MRT โดยสวัสดิภาพ นั่งไปลงสถานี ออชาดทันใด ทุกคนล้วนมากันเป็นคู่ๆทั้งนั้น เมืองสิงคโปร์เมืองแห่งคู่รัก ทุกคนมีกล้อง ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุขจัง ทำไมแนนไม่มาด้วยกันว๊า เราคิดในใจ ถึงแม้ว่าไฟเมืองไทยจะสวยกว่าก็เหอะ (อีกแล้วคับทั่น) แต่อย่างน้อยอยู่ที่นี่ก็ได้บรรยากาศดีเหมือนกันนะ ห่างจากเมืองไทย 2 ชั่วโมงแต่เขาพัฒนาเป็น Nics ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยเชียว ทั้งระบบการขนส่ง ผังเมือง หรือว่าการศึกษาที่ทำให้คนสิงคโปร์พูดภาษาอังกฤษกันได้ทุกคน ทีวีมีอยู่ทั่วไปทั้งเมือง ในรถไฟใต้ดิน ในรถเมลล์ ในห้าง ภายในทีวี เป้นรายการภาษาอังกฤษแทบจะทั้งนั้น

เดินมาได้ 1 บล๊อกก็เหนื่อย เลยนั่งข้างทาง ถ่ายรูปออกมา 1 รูปรู้เลยว่าในรูปนี้มีความเหงาอยู่ด้วย ไมแนนไม่มาด้วยกันง่า งือ แล้วก็ถึงเวลากลับสู่ นิวาสสถานที่พักคืนนี้ พลางคิดในใจว่าแนนคงไปถึง มุสตาฟาแล้ว เพราะเห็นเขาบอกไว้ว่างั้น

กลับมาถึง Bugis ตอนเกือบๆจะเที่ยงคืน รถไฟใต้ดินที่โน่น หมดเวลา 11.40 น. นั่นคือเวลาที่เรากลับมาถึง Bugis นั่นเอง วันนี้จบลงไปอย่างสวยงาม.....

ก่อนจะถึงโรงแรมที่พัก New 7th storey Hotel จะต้องข้ามแยกก่อน ระหว่างที่รอไฟเขียวเปลี่ยนเป็นแดง เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นมา

“(เรียกชื่อเรา)”

อ้าวววววว เป็นไงมั่งแก

แนนบอกว่า มานไปอยู่ที่เกมเซ็นเตอร์มา ยังไม่ได้ไปมุสตาฟา เพราะเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย แล้วก็โชว์รอยแผลที่เข่าข้างขวาให้เราดู
หกล้มอิท่าไหนหว่า เอาขาตัวเองไปเฉาะเข้ากับบันไดเลื่อนได้ >_<
เลือดโชกเชียว นี่ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เราต้องมาที่ฟร้อน แล้วขอ First Aid Kit ของเขาเอาไปปฐมพยายามบาลเพื่อน ฟร้อนก็ใจดีเชียวโทรขึ้นมาถามว่า สบายดีไหม สักพักก็คุยกัน หัวเราะกัน แล้วก็ลงมาต้มมาม่ากันกิน

ปีเตอร์ คนสิงคโปร์ที่คุยกันไว้ว่าเขาจะพาไปกินข้าวตอนมาอยู่ที่สิงคโปร์ก็โทรมาถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ไม่น่าไว้ใจแล้วก็วางไป บอกพรุ่งนี้จะโทรมาใหม่....

ตกลงจะไป มุสตาฟา กันไหมหว่า?

ไม่ไปและ ค่อยไปพรุ่งนี้ละกัน สรุปว่าคืนนี้ 2 สาวไปเดินที่เดียวกัน แต่ไปกันคนล่ะมุม คนละเวลากัน.....
แต่ก็เหงาๆและคิดถึงกันตลอดเวลา อ่านะ....

คืนนี้มีรายการแจกรางวัลแล้ว Jay Chou ก็ขึ้นไปรับรางวัลด้วย ดีใจจัง เมื่อคืนก็ฝันถึง Jay Chou แล้วคืนนี้จะฝันถึงใครอีกนะ หุหุหุ

 

previous - next

 

about me - read my profile! read other Diar
yLand diaries! recommend my diary to a friend! Get
 your own fun + free diary at DiaryLand.com!