Get your own
 diary at DiaryLand.com! contact me older entries newest entry

2004-12-15 - 2:24 p.m.


สิงคโปร์วันแรก
SQ-Day 1

Singapore Day 1 – Explorer


วันแรกที่สิงคโปร์

เมื่อคืนวันศุกร์มีงานเบเกอรี่แนนกลับดึกอีกแหง๋เลย รู้สึกเป็นห่วงตงิดๆ เพราะมันไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว
ออกจากบ้านมุ่งตรงสู่สนามบิน ถนนว่างโล่งไม่เท่าไหร่ก็มาถึงสนามบินแล้ว

นั่งรอแนนไป หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาไปพลาง สักพักแนนก็มา
ชักภาพไม่เท่าไหร่ก็ขึ้นไปนั่งปร๋อกันอยู่บนเครื่อง Tiger Airway
พลางคิดในใจ เออขอบคุณนะที่ตื่นขึ้นมาส่งกัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คุยอะไรก็ตามใน msn ก็ตามที
ไปครั้งนี้ หวังว่าอะไรมันคงจะดีขึ้น
พักทุกอย่าง บ่ายหน้าไปสิงคโปร์กันเถิด

ที่นั่งติดประตู Emergency พนักงานต้องมาคุยเพื่อซักซ้อมวิธีเปิดประตูก่อนเครื่องขึ้น มิต้องห่วงหรอกค่า ทำได้ หวังเพียงอย่างเดียวว่าเราคงไม่ต้องใช้ Emergency Door นี้ทั้งขาไปและขากลับก็ละกัน
แต่แอบนึกเสียดายว่า เปิดประตูนี้จะมีสไลเดอร์ออกมาด้วย เพื่อให้เราออกจากตัวเครื่องได้แหม นึกว่าจะได้เล่นซะหน่อย ฮ่าๆๆๆ

Low Cost Airline ไม่มีแจกขนม น้ำ หรือสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอื่นใด นอกจากการยิ้มแย้มของแอร์ และให้เราไปเก็บกระเป๋าที่ช่องเก็บกระเป๋าข้างบน กระเป๋าถือใส่เงินและพาสปอร์ตก็ไม่เว้น เหตุเนื่องมาจาก ช่อง Emergency Door นั่นเองแหล่ะนะ เวลาวิ่งและผู้โดยสารคนอื่นวิ่งยามมีเหตุฉุกเฉิน ห้ามเอากระเป๋าติดตัวไปด้วยเด็ดขาด โหยยยท่านผู้ชมคะ เกิดเหตุขนาดนั้นเป็นใครใครก็เอาของมีค่าติดตัวไปด้วยนั่นแหล่ะ เผื่อเอาไปใช้ยามหน้าได้ จริงไหม ไม่ให้เอาอะไรติดตัวไปเลยเหรอไงเนี่ย แต่ความเป็นจริงต้องสละทุกอย่างแล้วเอาชีวิตให้รอดก่อนจริงไหม ของนอกกายไปหาภายหน้าก็ได้
เป็นอันจบเรื่อง Emergency Door ที่มีเนื้อที่กว้างสำหรับขาสวยๆของพวกเราได้ แต่ก็ต้องยอมเก็บของทุกอย่างขึ้นไปไว้ช่องข้างบน และต้องพูดภาษาอังกฤษได้และต้องทำท่าทางรู้เรื่องว่าเราเปิดไอ้เจ้าประตูนี้ได้แต่เพียงเท่านี้..

มาถึง Changi Airport แล้ว อากาศร้อนๆอ้าวๆของสิงคโปร์เข้ามาปะทะอย่างรวดเร็ว กรรมวิธีตรวจคนเข้าเมือง ตรวจคนออกเมืองไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย และแล้วก็มาผลุบโผล่กันอยู่ที่ MRT (Mass Rapid Train) โดยเราซื้อตัว EZ Link เป็นที่เรียบร้อย ตั๋วเติมเงิน โดยมีค่ามัดจำตั๋วเอาไว้ เวลาคืนตั๋วสามารถไปรับเงินคืนได้ หุหุหุ ดีจัง เหมือนเอาเงินฝากธนาคารไว้ก่อนเรยเนาะ

สักพักเราก็พาตัวและสัมภารกมาขึ้นที่สถานี Bugis มีการพูดคุยถามไถ่คนสิงคโปร์เรื่องเส้นทางและอื่นๆมากมาย คนสิงคโปร์หลากหลายคนพูดภาษาไทยได้ นิดโหน่ย และภาษาอังกฤษก็พูดได้ แต่เราว่าอังกฤษแบบสิงคโปร์เหมือนไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่เลยนะ บางคนเก่งมาก และบางคนก็ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย แต่เอาเป็นว่าเขาก็มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากกว่าคนไทยละกันล่ะน่า ทั้งๆที่สำเนียง ภาษา คำศัพท์เราว่าคนไทยเราเก่งกว่านะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
ใน MRT มีคนมากมายหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ (แต่ไม่ค่อยจะยุ่งเกี่ยวกันเท่าไหร่เล้ย) ทั้งแขก ทั้งจีน ทั้งมาเลย์ และพี่ไทยเช่นเราสองสาวก็ด้วยเช่นกัน เดินหาที่พัก ถามทาง ก็ไม่มีคนตอบอะไรได้เลย อย่างว่าแหล่ะ ถ้าไม่ใช่โรงแรมใหญ่ๆ มาถามเราว่า รู้จักโกลเด้นพาเลซ แถวซอยสุขุมวิท1 ไหม เราคงไม่รู้จักแน่นอน

เอาของเข้าที่พักเรียบร้อยก็มุ่งหน้าสู่ Sentosa โดยรถเมลล์ รถเมลล์ที่นี่มี 2 ชั้น เหมือนอังกฤษเรย อ้ะแต่ก่อนไปต้องหาอาหารรองท้องเสียก่อนสิ ข้าวหน้าเนื้อ Shinomiya ใช่เป่าหว่า แนนเสนอเพราะไปกินที่ญี่ปุ่นมาอร่อย ชามโต และราคาไม่แพงนัก แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่มาขายในสิงคปร์ปุ๊บ ราคาจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวด้วยสนนหน้าตาอาหารห่วยกว่าเดิม ฮะฮา แนนบอกว่าที่ญี่ปุ่นชามโตกว่านี้มากมาย ดังนั้นข้าวมือนี้เสียเงินไปประมาณคนละ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ อยากรู้ราคาเท่าไหร่ โปรดเอา 24.10 คูณเข้าไป ก็จะได้ราคาข้าว 1 ชามเล็ก มีเนื้อนุ่มๆแปะอยู่ข้างหน้าในปริมาณที่พอประมาณ ไม่รวมน้ำหรือซุปใดๆทั้งสิ้น สะใจ ใช้เงินแรกๆจะเกรงใจราคาเงินบาท แต่เดินไปเรื่อยๆก็ทำใจ แปลงตัวเป็นคนสิงคโปร์ได้ทันใด อาหารอยู่ที่ราคาประมาณ 3-5 SGD นับว่าเป็นมื้อประหยัดแน่นอน ไม่เคยซื้อถูกกว่านี้หรือแพงกว่านี้เลยในสิงคโปร์ คืออิฉันไปกันอย่างประหยัดฮ่ะ จึงนับว่ามื้อแรกมื้อนั้นเป็นการเริ่มต้นที่ดีด้วยการประเดิมด้วยร้านที่แพงกว่าไปก่อนนั่นเอง

ซื้อน้ำ โค้กแคน สนนราคา 1.20SGD และวิ่งรี่ขึ้นรถเมลล์ จะรู้ได้อย่างไรว่าลงสถานีไหน อืมมนั่นสิ ตอนนั้นแนนก็ดูป้ายบอกทางถามๆน้องในรถเมลล์แล้วก็เดินลงตามทางเขาเอา

ค่าเหยียบเกาะเซ็นโตซ่าวันนั้น สนนราคา 3SGD นึกถึงโจเซฟ ฟร้อนหน้าโรงแรมที่เราพัก บอกแค่ 2 SGD เองนี่หว่า โกหกเค้า แง๊ว 2สาวแอบก่นด่าในใจระหว่าง เดินทางไปขึ้นรถเมลล์....พุทโธ่ นั่งอย่างไรมิทราบได้ วนกลับมาที่เดิมเช้ย แว้ก ผิดเส้นทาง @_@

ภายในเซ็นโตซ่า มีสถานที่หย่อนใจมากมาย เสียค่าเหยียบเกาะไปแล้ว เพราะฉะนั้นค่าเดินทางภายในเกาะนี้ฟรี มีการเดินทางอยู่ 2 แบบคือโดยรถเมลล์และMonorail โมโนเรล คล้ายรถไฟหวานเย็นในแดนเนรมิตบ้านเราที่วนๆไปตามสถานีที่เป็นสถานที่สำคัญๆ ต่างๆบนเกาะนั้น และได้เห็นวิวทิวทัศน์ของเกาะสิงคโปร์จากเซ็นโตซ่าด้วย เราจึงเปลี่ยนมานั่งโมโนเรลและไปลงกันที่ Under Water World สนนราคา 17 SGD กว่าๆ จำได้ว่าเป็นรายการที่แพงที่สุดที่เราทำกันแล้วในสิงคโปร์ ในหางตั๋วบัตร เราสามารถเข้าชม Under Water World และ Dolphin Lagoon ได้ มีอายุการใช้งานอยู่ 2 วัน

Under Water World โลกใต้น้ำ ตื่นตาตื่นใจกับปลาตู้ต่างๆกันพอประมาณ นับว่ายังน้อยนักเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและที่แคนาดา อาจจะเป็นเพราะที่โน่นอยู่ติดกับมหาสมุทรใหญ่ๆหรือไงมิทราบได้เลยจับปลาเอามาขังได้มากกว่าที่นี่ หรืออาจจะเป็นเพราะเนื้อที่ไม่ให้ในการเอาปลามาไว้ก็เป็นได้นะ สิงคโปร์เล็กๆเองนี่ ก็เห็นปลาสวยงามมากมาย ในชั้นที่เดินลงไปใต้ดิน สนุกสนาน กรี๊ดกร๊าดกันอยู่ 2 สาว เดินกันไปคนละ 3 รอบ ทั้งถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอกันพองาม ตกเย็นออกมาฟ้าก็มืดลง โปรแกรมถัดไปคือ ตะลุยไชน่าทาวน์

ไชน่าทาวน์ ที่บ้านเรายังตื่นตาตื่นใจซะกว่า แต่นี่มานไชน่าทาวน์หลอกลวงนิ เป็นบ้านๆตึกแถวเหมือนคนจีนแล้วก็มีขายของที่ระลึก โอแม่เจ้า ไปเยาวราชเมืองไทยสามารถตื่นตาตื่นใจกับของขาย อาหารอร่อยและถูก และเจ็กไทย และสำเพ็งได้อย่างเมามันส์กว่าเป็นร้อยล้านเท่า มีถนนที่เขาขายอาหารเป็นทางยาวๆ ข้างทางตั้งโต๊ะ คนทานกันอย่างเมามันส์ คิดกันกะแนนว่า กินกันไหม อาหารสิงคโปร์หน้าตาแปลกๆ เป็นการผสมกันของอาหารหลายเชื้อชาติ ใครอยากกินอาหารจีนก็กิน อาหารแขกก็มี มื้อนั้นเลยกินหมี่เกี๊ยวน้ำไป ไม่เห็นจะอร่อยเรย ตามด้วยน้ำมะนาวที่รสชาติไม่ต่างอะไรกับน้ำล้างท่อ แนนสั่งไมโลเย็นสอบถามได้ความว่ารสชาติไม่ต่างกับน้ำชนิดที่เรากินเท่าใดนักเพียงแต่สีเท่านั้นที่ต่างกัน เอาเป็นว่าคนชาตินี้สงสัยจะลิ้นจรเข้ หรือว่าเราไม่ได้ไปหาร้านอร่อยๆกินกันแน่หว่า เพราะหาแต่ร้านถูกๆกินเท่านั้น

ไปไหนกันต่อเหรอ เสร็จจากไชน่าทาวน์ก็เดินกลับ Bugis Village
เดินกันไป ถ่ายรูปกันไป ขาลากกันไป เหนื่อยกันไป
จะไปไหนกันต่อดี ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล กล้องที่เอาไปก็เจ๊งเหลือที่ถ่ายรูปได้เพียงแค่ ดิจิเท่านั้น (ซึ่งกลับมากทม. ถึงได้รู้ว่าเบลอไปหลายรูปเรยเชียว)

จำได้ว่ามีอยู่ร้านหนึ่งชื่อ มุสตาฟา เปิดช้อปปิ้งกันได้ดึกๆ อยู่แถวๆ Little India เลยถามแนนว่าจะไปไหม แนนโอเค เลยไปถามไถ่คนแถวนั้น แล้วก็ถามเวลาด้วยว่า มุสตาฟา ปิดกี่โมง
ได้รับคำตอบอันแปลกประหลาดว่า Mustafa never close, they open twenty four seven (หมายความว่าเปิด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วันจ้ะ) กรี๊ดกร๊าดกันอยู่ชั่วครู่ กระแสโลหิตในร่างสูบฉีด ที่ช้อปปิ้งได้ทั้งวันทั้งคืน มีด้วยเหรอเนี่ย คนที่ถามทางหน้าตาแขกๆหน่อย บอกสายรถแล้วเขากับแฟนก็ขึ้นมาเป็นเพื่อน แล้วก็กดกริ่งให้เรา สองสาวลงจากรถ และเดินมะงุมมะงาหร่า หา มุสตาฟา ต่อไป

มาเที่ยวทีนี้ มีแต่ที่ที่แนนไม่คุ้นเคย แนนก็เลยต้องมางมทางกับข้าพเจ้าด้วยกัน มาเที่ยวต่างประเทศ จะทำอะไรก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับของไทยๆ แปลกดีนะ เหมือน มาเมืองไทยต้องไปวัดพระแก้ว ไปสิงคโปร์ต้องไปดู Merlion มาเมืองไทยต้องกินต้มยำกุ้งไปที่โน่นต้องกินข้าวมันไก่ สถานที่ก็เช่นกัน ไปมุสตาฟาคืนนั้นเราก็ได้ข้อสรุปโดยแนนเป็นผู้เปิดประเด็นว่า มุสตาฟาเหมือน เจ๊เล้ง + คลองถม + โลตัส เพราะมีของขายเหมือนเจ๊เล้ง และมีซุปเปอร์ชั้นบนและล่าง

ดูของกระหน่ำกันตั้งแต่เครื่องประทินผิว เครื่องแต่งหน้า ยันน้ำหอม กลิ่นถูกใจคนแขกเขาล่ะ ว่าแล้วเรากะแนนก็ชี้ชวนกันไปฉีด หุหุหุ แนนเอามาฉีดให้ฉานทำมายยยยยยยยยย กลิ่นนี้ = =”

เดินกันเสร็จก็นั่งแท็กซี่ประเดิมเพราะขาอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรงกลับมาที่พัก โดยไม่ลืมที่จะซื้อปลั๊ก 2 ตากลับมาด้วย เพราะที่โน่นเขาใช้ปลั๊ก3ตาหมด เราก็ซื้อที่ปิดพลาสติกมาจาก 3 ตาให้เหลือ 2 ตา แต่มันใช้กันไม่ได้ เพราะที่เสียบมันจะเป็นแนวนอน _ _ แต่ปลั๊กที่เสียบดิจิของพวกเราเป็นแบบ | | แนวตั้ง แนนถึงกับบอกว่าจะทำให้มันลงรูให้ได้โดยการดึงขา อ่ะนะจะพยายามให้เข้าไปในรูให้ได้เลยเร๊อะนั่น อย่าเรยเห็นอยู่แล้วว่าเข้าไม่ได้ ว่าแล้วก็เดินลงไปข้างล่างขอยืมปลั๊กมาจากพี่ข้างล่างท่าจะดีก่า หน้าฟร้อนก็หยิบปลั๊กมากมายมาให้ยืมโดยไม่เสียสักกะแดงเดียว (เขาจะบอกไหมว่าคนไทยนี่เรื่องมากจริง เพราะแค่วันแรกก็มายุ่งโน่นยุ่งนี่เขาเสียมากมาย ไม่วายวันที่สองและสามอีกตะหาก ไม่เชื่อจะเล่าให้ฟังในวันต่อๆไป)

กลับมาที่ห้อง เปิดกระเป๋าถึงได้รู้ว่า เราตื่นเต้นมากจนลืมเอาชุดนอนมา ก็เรยเอาชุดอื่นมาใส่นอนกันตามมีตามเกิด หลังจากที่ร้อนกันมาทั้งวันอาบน้ำเข้านอนเร่งแอร์ จึงทำให้สาวๆ 2 คนนอนขดจนตัวเป็นกุ้งอยู่บนเตียง แข็งเพราะไม่สามารถเอาเรี่ยวแรงตื่นขึ้นมา ปีนขึ้นไปที่แอร์และปรับความเย็นให้ลดลงได้ ผ้าห่มนั่นหนาก็คือผ้าบางๆ มีรูเล็กๆอยู่เต็มไปหมด มิสามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้มากกว่าเดิมเลย

เช้าวันนั้น แนนก็ลุกขึ้นมาหรี่แอร์ และตื่นกันประมาณ 8 โมง หลังจากที่นอนกันประมาณ ตี 5 แล้ว
(สบายใจ ไม่ได้คิดถึงใคร และเศร้าถึงใครที่นี่ เย้ ดีใจจังเลย)

 

previous - next

 

about me - read my profile! read other Diar
yLand diaries! recommend my diary to a friend! Get
 your own fun + free diary at DiaryLand.com!